บทความดีดี มีสาระ

เว็บไซท์รวบรวม บทความดีดี มีสาระ สำหรับทุกท่านที่ต้องการสาระดีดี

โดยปกติแล้วแผลฝีเย็บที่เกิดจากการคลอดโดยธรรมชาติ จะสามารถติดดีในช่วง 7 วันหลังคลอด หากไม่มีสภาวะแทรกซ้อน เช่น การอักเสบ หรือการติดเชื้อเกิดขึ้น การดูแลแผลฝีเย็บก็จะต้องดูแลรักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ และทวารหนัก และความสะอาดทั่วไปของร่างกายให้ดี หลังจากถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ก็ต้องล้างให้สะอาด และเช็ดให้แห้ง และควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ หลีกเลี่ยงความอับชื้น และรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

ส่วนเรื่องอาหารนั้นต้องรับประทานให้ครบ 5 หมู่ เน้น ผัก และผลไม้ให้มาก เพื่อหลีกเลี่ยงอาการท้องผูก และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด อาหารหมักดอง หรือแอลกอฮอล์ และลดการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้ด้วยนะคะ เพียงเท่านี้ แผลฝีเย็บก็จะหายเป็นปกติโดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนค่ะ

มีงานวิจัยออกมาว่าการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ 3 มื้อ ควบคู่ไปกับกินอาหารว่าง 2 มื้อต่อวัน จะช่วยลดน้ำหนัก ทำให้ของว่างต่างๆ มีคุณค่ามากขึ้นค่ะ แต่ไม่ได้หมายถึงของว่างทุกชนิด หากแต่เป็นของว่างที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างที่จะยกตัวอย่างมาให้ แต่ละอย่างรับรองแคลอรี่ไม่เกิน 150 ค่ะ

ดิปสตรอเบอรี่กับดาร์กช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลตนั้นอุดมไปด้วยแอนตี้ออกซิแดนท์ และผลไม้สดทุกชนิดก็ดีต่อสุขภาพค่ะ เพียงแค่ละลายดาร์กช็อกโกแลต 29 กรัม แล้วนำสตรอเบอรี่ผลสดฉ่ำจุ่มลงไป เท่านี้ก็อร่อยได้ด้วยแคลอรีนิดเดียวค่ะ

แอปเปิ้ลกับเนยถั่ว แอปเปิ้ลมีไฟเบอร์สูง เนยถั่วก็เป็นแหล่งโปรตีน และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโมเลกุลเดี่ยว ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และมีสารต้านการอักเสบสูง ของว่าง 150 แคลอรี่นี้ประกอบไปด้วย เนยถั่ว 1 ช้อนโต๊ะ และแอปเปิ้ลขนาดกลาง 1 ผล

ทูน่าแซนวิชเพื่อสุขภาพ แทนที่มายองเนสทั่วๆไปด้วยน้ำสลัดแคลอรีต่ำ คลุกเคล้ากับทูน่าในน้ำแบบสำเร็จรูป ทาลงบนขนมปังโฮลวีทเพื่อเพิ่มไฟเบอร์  ช่วยในการขับถ่ายแล้วยังทำให้รู้สึกอิ่มด้วย

อย่างนี้กิน 1 ได้ถึง 2 คือ ทั้งแคลอรี่ต่ำ แถมยังดีต่อสุขภาพอีกด้วยค่ะ

มาส์ก (Mask) คือ การเคลือบผิวด้วยสารบำรุงผิวเข้มข้น เพื่อดูดซับ ทำความสะอาด กระตุ้นการไหลเวียน เพิ่มการบำรุงให้ผิวหน้าเนียนละเอียดขึ้น เปล่งปลั่งขาวสว่างขึ้น แนะทำให้ทำทุกอาทิตย์ แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

ครีมมาส์ก เป็นมาส์กชนิดแรก สะดวกในการพกพา และประหยัดค่าใช้จ่ายกว่ามาส์กแผ่น แนะนำให้ใช้อาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรือบางคนที่มีผิวผสม สามารถใช้ 2-3 ครั้งต่ออาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีครีมมาส์กสำหรับรอบดวงตา เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ลดริ้วรอย ลดความหมองคล้ำ

มาส์กปูน จะเป็นที่มาส์กที่หลังทาทิ้งไว้ทั่วใบหน้า จะมีลักษณะแข็งเป็นบล็อกรูปหน้า ซึ่งเป็นปูนพลาสเตอร์อย่างหนึ่ง ระหว่างทำจะรู้สึกอุ่นๆ ทำให้เลือดไหลเวียนดี เป็นการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และดูดซับสิ่งสกปรก ซึ่งเป็นการทำความสะอาดผิวได้ดีอย่างหนึ่ง

มาส์กแผ่น เป็นแผ่นเซลลูโลสตัดเป็นรูปใบหน้า มีดวงตา มีจมูก มีปาก ชุบเอสเซ้นส์เข้มข้น จึงมีราคาสูง เปรียบเสมือนการทาเอสเซ้นส์ปริมาณมาก ส่วนระยะเวลาแล้วแต่สูตรของแต่ละยี่ห้อ บ้างก็ทิ้งไว้ 15-20 นาที บ้างก็ใหทิ้งไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

ปัสสาวะมีหน้าที่ขับของเสียออกจากร่างกาย และยังเป็นการปรับสมดุลของน้ำในร่ากายอีกด้วย และในบางครั้ง ยังมีหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้ด้วยค่ะ โดยจะมีไตช่วยในการกรองน้ำปัสสาวะ ซึ่งคนเราจะมีไตอยู่ 2 ข้าง ถ้าหากทำงานสมบูรณ์ดีปัสสาวะก็จะเป็นปกติ โดยมีวิธีการสังเกตปัสสาวะผิดปกติ ดังนี้

มีสีเหลืองเข้ม ปกติปัสสาวะจะมีสีเหลืองอ่อน แต่ถ้าหากช่วงไหนที่ร่างกายรับน้ำเข้าไปมากสีก็จะจางลง หรือรับน้ำเข้าไปน้อยสีก็จะเข้มขึ้น

มีความขุ่น ปกติปัสสาวะจะต้องใส หากขุ่นอาจเกิดจากมีการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ หรือกรวยไต ทำให้มีเม็ดเลือดขาวออกมากับปัสสาวะทำให้ปัสสาวะขุ่น แต่หากปัสสาวะขุ่นจนออกเป็นสีแดงแสดงว่ามีเม็ดเลือดแดงติดมากับปัสสาวะ หรือมีการขับแบคทีเรียออกมามากผิดปกติได้ค่ะ

มีกลิ่นเหม็นฉุนกว่าปกติ ปกติปัสสาวะจะมีกลิ่นแอมโมเนียอ่อนๆ แต่บางครั้งการรับประทานอาหารบางอย่างก็ทำให้กลิ่นของปัสสาวะเปลี่ยนไปได้ แต่ถ้าเหม็นฉุนมากๆ อาจเป็นการบ่งบอกว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ร่างกายขาดน้ำ หรือเกิดการอักเสบในระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

ปัสสาวะบ่อยมากกว่า 7-8 ครั้งต่อวัน ปกติคนเราจะปัสสาวะ 7-8 ครั้งต่อวัน ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ดื่มเข้าไป ซึ่งบางครั้งอาจมากกว่า หรือ้อยกว่า 7-8 ครั้งต่อวันก็ได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ปัสสาวะบ่อยทั้งที่ไม่ได้ดื่มน้ำมาก อาจตั้งข้อสงสัยได้เลยว่าอาจมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน หรือเป็นนิ่ว หรืออาจร้ายแรงถึงเป็นมะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะได้ค่ะ

รู้อย่างนี้แล้ว เวลาเข้าห้องน้ำแต่ละครั้งอย่าลืมสังเกตความผิดปกติของปัสสาวะด้วยนะคะ จะได้รักษาได้ทันท่วงทีค่ะ

การรักษาริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าที่อาจเกิดจากอายุตามวัย หรือการสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานานก็ตามแต่ ได้มีการพัฒนาวิธีการต่างๆเข้ามาช่วยรักษา เช่น การลอกหน้า การขัดหน้า การดึงหน้า จนปัจจุบันมีการสร้างเลเซอร์เพื่อใช้ในการลบริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า โดยหลักการทำงานของเลเซอร์ก็จะเข้าไปทำลายชั้นหนังกำพร้า และไปเพิ่มอุณหภูมิให้ชั้นหนังแท้ ทำให้เส้นใยคอลลาเจนเปลี่ยนแปลงไป ร่างกายจึงต้องสร้างเสริมคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ทำให้ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและรอยแผลเป็นดีขึ้นได้

ซึ่งแต่ก่อนการรักษาด้วยเลเซอร์จะมีข้อเสียในเรื่องของการเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นได้บ่อย โดยมีข้อแทรกซ้อนที่อาจพบได้หลังการทำเลเซอร์ลบริ้วรอยเหี่ยวย่น ได้แก่ อาการบวมแดง ปวดแสบ ติดเชื้ออักเสบ รอยคล้ำหรือด่าง โดยเฉพาะอาการแดงของใบหน้าอาจเป็นอยู่นาน แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาการใช้เลเซอร์ลบริ้วรอยเหี่ยวย่น ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น มีข้อแทรกซ้อนต่ำ เช่น การใช้แสงความเข้มข้นสูง (IPL) รวมกับพลังงานคลื่นวิทยุ และเลเซอร์ช่วงคลื่น 1064 nm เป็นต้น

อย่างไรก็ตามเทคนิคการรักษาริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้านี้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น ถ้าไม่อยากเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นก็ควรดูแลสุขภาพตัวเอง หลีกเลี่ยงการโดนแดดจัด ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด เท่านี้ริ้วรอยที่เหี่ยวย่นก็จะไม่รีบมาแล้วล่ะค่ะ

การรักษาโรคให้หายนั้นจะพึ่งแพทย์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับตัวคนไข้เองว่าจะสามารถปฏิบัติตนตามคำบอกของแพทย์ได้หรือไม่ อย่างเช่น การรับประทานยาให้ถูกต้องครบถ้วน ซึ่งหลายคนมักลืมทานยากันบ่อยๆ ทำให้การรักษาไมได้ประสิทธิผลเท่าที่ควร ซึ่งตรงนี้คุณจะต้องแก้ปัญหาที่ตัวคุณเอง โดยการปฏิบัติดังนี้เพื่อให้ไม่ลืมกินยา

- หากล่องใส่ยา ซึ่งมีขายตามร้านค้าและร้านขายยาทั่วไป ขนาดของกล่องก็สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม เช่น คนที่กินยาแบบง่าย มียาไม่กี่ชนิด ก็ใส่กล่องที่ระบุวันของสัปดาห์แบบง่ายๆ ส่วนคนที่ต้องกินยาหลายชนิด ก็เลือกกล่องที่ขนาดใหญ่ขึ้นมีช่องแยกมื้อในแต่ละวัน เป็นต้น

- ตั้งนาฬิกาปลุก ให้เตือนเมื่อถึงเวลากินยา และต้องกินทันทีที่นาฬิกาดังห้ามเดี๋ยว เพราะจะทำให้ลืมได้ โดยจะใช้นาฬิกาปลุกธรรมดา นาฬิกาข้อมือ หรือโทรศัพท์มือถือก็ได้ หรือบางคนอาจใช้นาฬิกาปลุกสำหรับเตือนกินยาโดยเฉพาะ ซึ่งจะสามารถตั้งเวลาได้หลายครั้งต่อวัน และตั้งล่วงหน้าได้หลายวัน เป็นต้น

- แผงยาบางประเภทก็สามารถช่วยได้ โดยแผลยาประเภทนี้จะระบุวัน เช่น วันจันทร์ อังคาร ไว้บนแผลยา และจะมีลูกศรชี้ทิศทางให้ด้วย เป็นการช่วยไม่ให้ลืมกินยาได้เหมือนกัน โดยจะต้องกินยาทุกวันไล่ไปตามลูกศรเรื่อยๆ จนหมดแผงค่ะ

ปัจจุบันมีโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการลดน้ำหนักมากมาย หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การทานยาเร่งการเผาผลาญ ทาครีมลดไขมัน หรือดูดไขมันส่วนเกินออกไป ซึ่งก็มีทั้งได้ผลดีและไม่ได้ผล แต่ที่คนส่วนใหญ่นิยม คือ การอดอาหาร ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น การลดน้ำหนักให้ปลอดภัย คือ การควบคุมปริมาณอาหารที่ถูกต้อง ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

พื้นฐานสำคัญของการควบคุมน้ำหนัก ขึ้นอยู่กับปริมาณพลังงานที่รับเข้ามา และใช้ออกไป อย่างที่รู้จักกันดีในหน่วยแคลอรี หลักการง่ายๆ ถ้าอยากให้น้ำหนักลดลงก็ต้องใช้พลังงานออกไปให้มากกว่าพลังงานที่รับเข้ามา ในทางตรงกันข้าม ถ้าพลังงานที่รับเข้ามามากกว่าพลังงานที่ใช้ไปก็จะเกิดการสะสมของพลังงาน โดยจะเก็บไว้ในรูปของไขมันค่ะ

ดังนั้นหลักการลดน้ำหนักให้ได้ผลนั้น ควรประกอบไปด้วย 3 วิธีดังนี้

1 ลดปริมาณอาหาร หรือแคลอรีที่รับเข้าไปให้ต่ำกว่าปกติ แต่รักษาระดับการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายให้คงที่

2 รักษาระดับของอาหาร หรือแคลอรีที่รับเข้าไปให้คงที่ แต่เพิ่มการใช้พลังงานให้มากขึ้นกว่าปกติ

3 ลดปริมาณอาหาร หรือแคลอรีที่รับเข้าไป และเพิ่มการใช้พลังงานให้มากขึ้นในแต่ละวัน

© 2012 บทความดีดี มีสาระ Design by thai editorial Group