ประโยชน์ของใบกะเพรา

นักชิมระดับเซียนเคยสรุปกันเหนือจานกบผัดกระเพาว่าอาหารไทย มีเสน่ห์ก็ตรงกลิ่นรสที่เผ็ดร้อน ซึ่งนับเป็นเสน่ห์ที่ชาติอื่นๆก็ต้องยกนิ้วให้ และความร้อนแรงที่มีเสน่ห์กว่าพริกนั้นก็คือ กะเพรา นั่นเอง กะเพรา เป็นพืชผักสวนครัวอีกชนิดหนึ่งที่ปลูกได้ง่ายเหลือเกิน แม้ปลูกโดยไม่ได้ตั้งใจ แค่นำกิ่งกะเพราเหลือใช้ไปปักๆ ไว้แถวหลังบ้านให้ใกล้น้ำใกล้ปุ๋ยพอควร เผลอแป๊บเดียวกลับกะเพรากองามก็เติบโตให้เด็ดมาปรุงอาหารอีกจนได้ กระเพรา เป็นไม้ล้มลุกที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก ส่วน ที่เรานำมาปรุงอาหารก็คือ ใบ ซึ่งมีลักษณะเป็นทรงรี ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก กลิ่นฉุน กะเพรามี 2 ชนิด คือ กะเพราขาว มีสีเขียวอ่อนตลอดใบ กะเพราแดง มีสีเขียวอมแดงม่วง มีธาตุฟอสฟอรัสและวิตามินเอมากกว่ากะเพราขาว สำหรับอาหารจานฮิตที่ทุกท่านเคยลิ้มชิมรสอยู่บ่อยครั้ง นึกอะไรไม่ออกก็สั่งจานนี้ได้ทุกหนแห่ง ตั้งแต่ร้านหน้าปากซอยจนถึงภัตตาคารใหญ่ จานฮิตนั้นก็คือข้าวราดผัดกะเพราหมู เนื้อ ไก่ กุ้ง หรือไม่ก็สั่งเป็นกับข้าวกลับแกล้ม เช่น ผัดเผ็ดหมูป่า ไข่เยี่ยวม้า ผัดขี้เมาเนื้อสัน จานร้อนเหล่านี้ล้วนต้องผัดต้องปรุง ด้วยใบกะเพราทั้งสิ้น ใบกะเพรา มิใช่มีไว้สำหรับโรยลงไปในผัดในแกง เพื่อตกแต่งสีหรือกลิ่นเท่านั้น แต่ใบกะเพราสามารถชูรสให้ร้อนแรงอย่างเด็ดขาดกว่ารสชาติของพริก และยังมี สรรพคุณทางยาบำบัดโรคบำรุงสุขภาพ ของพวกเราอีกด้วย ตัวยาที่อยู่ในใบกะเพรา เป็นน้ำมันหอมระเหย (volatile oil) มีฤทธิ์ช่วยขับลม ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แก้อาการปวดท้อง แน่น…

ประโยชน์ของกล้วยต่อมนุษย์

กล้วยเป็นพืชล้มลุกที่ปลูกได้ง่ายสไตล์กล้วยๆ คนไทยมักจะปลูกต้นกล้วยไว้หลังบ้านแทบทุกครอบครัว นับตั้งแต่ยุคสมัยโบราณนานมาจนทุกวันนี้ เพียงแต่ว่าสมัยปัจจุบัน ในเมืองใหญ่ดูเหมือนว่าจะเหลือพื้นที่ให้กล้วยเติบใหญ่ได้น้อยเต็มที มีแต่ตึกอาคารสูงๆ ถูกสร้างขึ้นมาแทน คนไทยเราผูกพันกับกล้วยมาแสนนาน กล้วยให้คุณประโยชน์อันมากค่า ไม่ว่าผล ดอก ใบ และลำต้น ล้วนมีประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างน่าอัศจรรย์ ยามอากาศร้อนจนแทบจะสติแตก รับประทานไอศกรีมบานานาสปลิต ก็ชื่นใจกับกล้วยผ่าซีกเคียงกับไอศกรีมหวานฉ่ำเย็นเจี๊ยบ เด็กน้อยเมื่อเริ่มรับประทานอาหารได้ คุณแม่ก็จะบดกล้วยสุกป้อนให้รับประทาน อิ่มอร่อยและแข็งแรงตัวอ้วนจ้ำม่ำเลย หัวปลีนำมาเผาหรือปรุงเป็นแกงเลียง เป็นอาหารวิเศษบำรุงน้ำนมคุณแม่ลูกอ่อนได้อย่างยอดเยี่ยมแบบไม่ง้อยาฝรั่งขวดละหลายพัน ผลกล้วยที่ยังดิบๆ รับประทานไม่ได้ แต่ถ้าท้องเสีย อาหารไม่ย่อย หรือเป็นแผลในกระเพาะอาหาร รับประทานกล้วยดิบก็หายได้ ถ้าท้องผูก มีปัญหาในการขับถ่าย หรือเป็นริดสีดวงทวารกล้วยสุกก็ช่วยให้ถ่ายท้องได้สบายเหมือนรับประทานยาถ่ายเลยทีเดียว แถมยังมีวิตามินอีกต่างหาก สำหรับสูตรกล้วยช่วยขับถ่ายก็มีดังนี้ ท้องผูก หรือเป็นริดสีดวงทวาร ใช้กล้วยสุก1 ผล นำมาปิ้ง นานพอสมควร กะดูอย่าให้เปลือกไหม้มาก เสร็จแล้วรับประทานทั้งเปลือกได้เลย ท้องเสีย เป็นแผลในกระเพาะ ใช้กล้วยดิบ 1 ผล บดให้ละเอียด เติมน้ำกับน้ำตาลเล็กน้อยจึงค่อยรับประทาน หรือกล้วยดิบแห้ง บดเป็นผง นำผงมาผสมน้ำอุ่น หรือผสมน้ำผึ้ง รับประทานเลยหรือจะปั้นเป็นลูกกลอนเก็บไว้รับประทานก็แล้วแต่ความสะดวก  หากรับประทานสูตรนี้แล้วมีอาการท้องเฟ้อแทรกซ้อน ดื่มน้ำขิงแก้ได้ไม่ต้องกังวล…

การดูแลภาวะกระดูกพรุนโดยไม่ต้องใช้ยา

จากข่าวกรมการแพทย์พบคนไทยมีภาวะกระดูกพรุนกันมากขึ้น ทำให้มีโอกาสเกิดกระดูกหักได้ง่าย แม้เกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง ภาวะกระดูกพรุนมักเกิดกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็วใน 5 ปีแรก สาเหตุของโรคกระดูกพรุน สามารถเกิดขึ้นได้หลายปัจจัยเสี่ยง เช่น ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอการใช้ยาบางชนิด การไม่ออกกำลังกาย การลดลงของฮอร์โมนเอสโตเจนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เป็นต้น ดังนั้นยาแผนปัจจุบันสำหรับการรักษาโรคกระดูกพรุน จึงมุ่งเน้นในการรักษาที่ต้นเหตุของการเกิดโรค ซึ่งก็แตกต่างกันไปในคนไข้แต่ละคน โดยมียาอยู่หลายประเภท ทั้งช่วยสร้างมวลกระดูก ลดการสลายมวลกระดูก ยาบางตัวออกฤทธิ์ทั้ง 2 แบบเลยก็มี ในการป้องกันโรคกระดูกพรุนนั้น ทำได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอาทิ เช่น เรื่องการรับประทานอาหาร ที่มีแคลเซียมเพียงพอ คือ ประมาณวันละ 1,000 – 1,500 มิลลิกรัม ข้อมูลจากกรมอนามัยได้ให้ข้อมูลไว้ว่า นอกจากแคลเซียมแบบเม็ดแล้ว เรายังสามารถได้รับแคลเซียมจากการบริโภค กุ้งฝอย ปลาเล็กปลาน้อย ถั่วเหลือง นม หรือผักใบเขียว ซึ่งก็เป็นอาหารที่มีแคลเซียมสูง พืช ผัก สมุนไพรที่มีแคลเซียม มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน เช่น ใบยอ ใบย่านาง ใบหญ้าปักกิ่ง…

วัดจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา

วัดจะทิ้งพระ เป็นวัดเก่าแก่ เป็นวัดสำคัญ คู่บ้านคู่เมืองสทิงพระมาแต่โบราณ วัดนี้เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองคณะสงฆ์ และศูนย์กลางการศึกษาพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณร ภายในวัดมีโบราณสถานและโบราณวัตถุสำคัญคือ เจดีย์พระมหาธาตุ และพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ชาวบ้านเรียกว่า “พ่อเฒ่านอน” นับถือกันว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ภายในวิหารพระพุทธไสยาสน์ มีจิตรกรรมฝาผนัง เรื่อง พุทธประวัติ เป็นฝีมือช่างท้องถิ่นที่งดงามมาก วัดจะทิ้งพระ นับเป็นวัดที่สำคัญแห่งหนึ่งต่อการศึกษาโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปกรรม ในแหล่งโบราณคดีสทิงพระของจังหวัดสงขลา วัดจะทิ้งพระ ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เดิมเรียกว่า “วัดสทิงพระ” ต่อมาได้มีการเรียกชื่อเพี้ยนเป็น “วัดจะทิ้งพระ” เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดสงขลา ตามตำนานนางเลือดขาวกล่าวว่า เจ้าพระยากรงทองเจ้าเมืองพาราณศรี หรือเมืองสทิงปุระ เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้น ต่อมาวัดจะทิ้งพระได้ถูกพวกโจรสลัดทำลาย และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ ในสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถแห่งอยุธยาโปรดเกล้าฯ ให้ความอุปถัมภ์วัดสทิงพระในขณะนั้น แยกออกเป็น 2 วัด คือ วัดสทิงพระ มีพระครูวินัยธรรม เป็นเจ้าอธิการ และวัดพระมหาเจดีย์องค์ใหญ่ มีพระครูอัมฤตย์ สิริวัฒนธาตุ เป็นเจ้าอธิการ ทั้ง 2 วัดนี้…

วัดโคกสมานคุณ (พระอารามหลวง) จังหวัดสงขลา

วัดโคกสมานคุณ เป็นวัดที่มีความสำคัญมากวัดหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายในวัดมีมณฑปหลวงพ่อปาน (พระอุปัชฌาย์ปาน ปุญญมณี) ผู้เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในท้องถิ่นในฐานะ “พระเกจิอาจารย์ที่มีความ ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง” เล่าลือกันว่าใครมาจุดธูปเทียนอธิษฐานขอให้ท่านช่วยมักได้ตามประสงค์ ปัจจุบันวัดโคกสมานคุณ นอกจากจะมีบทบาทเป็นศาสนสถานแล้วยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดสงขลาด้วย วัดโคกสมานคุณ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ 1 ถนนช็อคสมาน ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เดิมวัดนี้เรียกว่า วัดโคกเสม็ดชุน ตามรักสนะภูมิประเทศที่ตั้งของวัด ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นสมัยใด ในสมัยรัชกาลที่ 5 สภาพวัดเป็นวัดร้าง มีพัทธสีมาทำด้วยไม้แก่นปักอยู่ จนเมื่อ พ.ศ. 2465 เป็นช่วงเวลาที่กรมรถไฟได้ย้ายสถานีชุมทางอู่ตะเภา มาตั้งอยู่ที่สถานีชุมทางหาดใหญ่ พระอุปัชฌาย์ปาน (ปุญญมณี) วัดคลองเรียน อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้เห็นความลำบากของพระภิกษุสงฆ์ที่โดยสารรถไฟมาถึงชุมทางหาดใหญ่ยามค่ำคืนแล้วไม่มีที่จำวัด ต้องเดินทางไปจำวัดที่วัดคลองเรียนบ้าง วัดคลองแหบ้าง ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟหลาย กิโลเมตร พระอุปัชฌาย์ปาน จึงดำริที่จะสร้างที่พักสงฆ์ขึ้นในบริเวณวัดร้างดังกล่าว เมื่อได้รับความเห็นชอบจากเจ้าคณะจังหวัดสงขลา (ในขณะนั้นคือพระราชเมธี : จู อิสสรญาโน วัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร ภายหลังได้เลื่อนสมณสักเป็นพระรัตนมุนี) ท่านจึงได้ทุนขอพระราชทานที่ดินวัดร้างจากสมเด็จฯ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์…

วัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร สงขลา

วัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร เป็นวัดที่มีความสำคัญยิ่งในจังหวัดสงขลา สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เป็นที่ประดิษฐานโบราณ และโบราณวัตถุที่งดงามและมีคุณค่า มีศิลปกรรมที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทยกับจีนได้อย่างกลมกลืน โดยเฉพาะจิตรกรรมฝาผนังที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมของชาวไทยและชาวจีนที่ตั้งถิ่นฐานในภาคใต้ รวมทั้งสภาพของบ้านเมืองในขณะนั้น วัดมัชฌิมาวาสวรวิหารเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในสมัยรัตนโกสินทร์ ทั้งยังเป็นสถานที่ตั้ง “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมัชฌิมาวาส” แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม ของจังหวัดสงขลาและภาคใต้ของไทย วัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ถนนไทรบุรี ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เดิมเป็นวัดราษฎร์สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ผู้สร้างคือ นางสีจันทน์ ชาวบ้านจึงเรียกวัดนี้ว่า “วัดยายสีจันทน์” ต่อมาได้มีผู้สร้างวัดทางทิศเหนืออีกแห่งหนึ่ง เรียกว่า วัดเลียบ และทางทิศใต้อีกวัดหนึ่งเรียกว่า วัดโพธิ์ วัดยายสีจันทน์อยู่ตรงกลางชาวบ้านจึงเรียกว่า วัดกลาง ในสมัยรัตนโกสินทร์วัดยายสีจันทน์ได้รับการบูรณะจากเจ้าเมืองสงขลาอย่างต่อเนื่อง และหลังจากที่เมืองสงขลาย้ายเมืองใหม่ (จากฝั่งแหลมสน) มาอยู่ที่บ้านบ่อยางแล้ว เมืองสงขลาก็ได้ทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาประจำปีที่วัดยายสีจันทน์สืบต่อมา พ.ศ. 2431 พระยาวิเชียรคีรี (ชม) ได้อาราธนาพระภัทรธรรมธาดา (แจ้ง) วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพมหานคร มาเป็นเจ้าอาวาสวัดยายสีจันทน์ (วัดกลาง) ในการนี้สมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เสด็จมาเมืองสงขลาพร้อมด้วยพระเถระราชาคณะหลายรูปเพื่อ ตรวจการณ์ คณะสงฆ์ได้เปลี่ยนชื่อวัดกลางเป็น วัดมัชฌิมาวาส…

วัดคูเต่าจังหวัดสงขลา

วัดคูเต่า เป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งของจังหวัดสงขลา และเป็นวัดที่มีศิลปกรรมฝีมือช่างท้องถิ่นดั้งเดิม ที่งดงามหาดูได้ยากยิ่ง ทั้งทางด้านสถาปัตยกรรม จิตรกรรม และประติมากรรม โดยเฉพาะศาลาวัดคูเต่าถือเป็นมรดกตกทอดทางศิลปกรรมอันล้ำค่า ได้รับรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พ.ศ. 2554 จากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก้) วัดคูเต่า เป็นหนึ่งในศาสนสถานที่ทรงคุณค่าของจังหวัดสงขลา ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ 6 ตำบลแม่ทอม อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา การก่อสร้างวัดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ในประวัติวัดของกรมการศาสนาระบุว่า วัดคูเต่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2299 เจ้าอาวาสรูปแรกคือพระอุปัชฌาย์แก้ว ร่วมกับชาวบ้านสร้างวัดคูเต่าขึ้นที่บริเวณทางด้านตะวันออกของคลองอู่ตะเภา ตอนไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา เมื่อพระอุปัชฌาย์แก้วมรณภาพลงได้หยุดการก่อสร้างไประยะหนึ่ง ต่อมาพระอุปัชฌาย์หนูได้ทำการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยช่างท้องถิ่น วัดคูเต่าผูกพัทธสีมาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2432 และได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากร โดยได้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ใน พ.ศ. 2538 ภายในวัดประกอบด้วยอาคารเสนาสนะต่างๆ พี่มีศิลปกรรมแสดงฝีมือช่างท้องถิ่นอันประณีต โดยเฉพาะประติมากรรมปูนปั้นที่มีอยู่ในพระอุโบสถ กำแพงแก้ว และเจดีย์เป็นต้น งานปูนปั้นของวัดคูเต่าถือเป็นงานสร้างสรรค์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ในแง่ที่เป็นศิลปะพื้นบ้านของภาคใต้ที่หาดูได้ยากนัก อุโบสถ และจิตรกรรมฝาผนังวัดคูเต่า อุโบสถวัดคูเต่ามีโครงสร้างก่ออิฐถือปูน และไม้ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2446 มีกำแพงแก้วล้อมรอบพระอุโบสถ ตรงานกำแพงแก้วทั้ง 4…