กินคลีนหรืออาหารคลีนคืออะไร

กินคลีน หรืออาหารคลีน

กินคลีน

คำเหล่านี้เริ่มมีคนพูดถึงกันมากขึ้น หลายคนยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร วันนี้เราจะมารู้จักกับการกินคลีน หรือว่าอาหารคลีนกันค่ะ

เนื่องจากในปัจจุบันคนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพกันเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอาหาร จึงเกิดกระแสการกินเพื่อสุขภาพขึ้น การกินคลีน หรืออาหารคลีน นี้ก็เป็นอีกหนึ่งกระแสการกินเพื่อสุขภาพเหมือนกัน

อาหารคลีน คืออะไร อาหารคลีน (Clean Food) หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า กินคลีน (Eat Clean, Clean Eating) ก็คือ การทานอาหารที่สด สะอาด โดยเน้นการทานอาหารแบบธรรมชาติไม่ผ่านการปรุงแต่งและขัดสีด้วยสารเคมีต่างๆ หรือกระบวนการหมักดอง รวมถึงอาหารขยะและอาหารสำเร็จรูป ที่จะมีปริมาณแป้ง ผงชูรสและโซเดียมในปริมาณสูง หรือเรียกว่า เป็นการกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ โดยทานอาหารอย่างพอเพียงครบสัดส่วนทั้ง 5 หมู่ และอาหารเหล่านั้นต้องไม่มีสารปนเปื้อนนั่นเอง

อาหารคลีนนั้น จะผ่านการปรุงแต่งบ้างเล็กน้อยหรืออาจจะไม่ผ่านการปรุงแต่งเลยก็ได้ เช่นใช้เกลือในการปรุงอาหารรสเพียงเล็กน้อยแทนน้ำปลา หรืออาจจะเป็นซีอิ๊วขาวชนิดที่ไม่มีผงชูรสเจือปน และจะไม่ใช้ผงชูรสในการปรุงอาหาร เป็นต้น

วัตถุดิบที่จะนำมาทำอาหารคลีน เช่น ผักและผลไม้ที่ปลอดสารพิษ เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆที่สดและสะอาด ข้าวกล้องไม่ขัดสี และ ธัญพืชต่าง ๆ น้ำมันมะพร้าว หรือ น้ำมันมะกอก เป็นต้น

โดยการปรุงอาหารคลีนนั้นจะต้องไม่มีรสจัด และควรมีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ด้วย

การกินคลีนนั้น เป็นการทานอาหารให้ครบสัดส่วน 5 หมู่ โดยเน้นทานอาหารทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ผักและผลไม้ ให้มีปริมาณที่พอเหมาะพอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย

อาหารคลีนนั้นส่วนใหญ่จะไม่ยึดติดกับรสชาติ แต่จะเน้นความเป็นธรรมชาติมากกว่า

การเลือกซื้อวัตถุดิบหรืออาหารคลีน ควรเลือกที่ปลอดสารเคมี ไม่ใช้วัตถุกันเสีย สารกันบูด วัตถุปรุงแต่ง หรือ และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงเช่น น้ำอัดลม เบเกอรี่ รวมทั้งอาหารมันๆ

ประโยชน์ของอาหารคลีน

ผู้ที่ทานอาหารคลีนจะได้รับสารอาหาร และคุณค่าทางอาหารครบถ้วนสมบูรณ์มากกว่าอาหารทั่วไปที่ผ่านการปรุงแต่งมาก อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายไม่ได้รับสารปนเปื้อนจากอาหารจึงส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งยังช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง

อาหารคลีนเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีประโยชน์ และได้คุณค่าจากสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ผัก และผลไม้ ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และยังเป็นอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุดหรือไม่ผ่านการปรุงแต่งเลย จึงทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากอาหารเต็มที่ ส่งผลดีต่อสุขภาพ อาหารคลีนจึงเหมาะสำหรับคนที่ลดน้ำหนักและรักสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง

หลักการเรียน ภาษาที่ 3 ด้วยตนเอง

การเรียน ภาษาที่ 3การเรียน ภาษาที่ 3 ด้วยตนเอง

ปัจจุบัน ภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการสื่อสารแล้ว เนื่องจากยังมีอีกหลายๆ ประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้นจึงเกิดการเรียนรู้ภาษาอื่นๆ ที่นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ เพิ่มเติม โดยเราเรียกภาษาที่เรียนเพิ่มเติมมานี้ว่าภาษาที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาสเปน ภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส

แต่การที่จะเรียนรู้ภาษาหนึ่งโดยการศึกษาเองแบบคนไม่มีพื้นฐานนั้นเป็นเรื่องยากสักหน่อย โดยเฉพาะคนที่ไม่มีเวลายิ่งแล้ว บางคนถึงกับหมดความตั้งใจไปเลย แต่วันนี้เรามีวิธีการดีๆ มาแนะนำ สำหรับการเรียนรู้ภาษาที่ 3 ด้วยตนเอง โดยทักษะนี้จะต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคำศัพท์และไวยากรณ์เบื้องต้น มาบ้างแล้ว เริ่มจาก

ฝึกภาษาจากการดูโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน ซีรีส์ หรือภาพยนตร์ อาจจะฟังยากสักหน่อย แต่การดูภาพประกอบก็จะทำให้สามารถเดาเรื่องราวได้ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องเข้าใจทุกอย่าง แต่สมองของคนเราจะซึมซับเอาคำศัพท์ง่าย ๆ ที่ใช้บ่อย ๆ เข้าไปอยู่แล้ว อย่างเช่น คำทักทาย บอกลา หรือคำศัพท์ง่าย ๆ อื่น ๆ

ฝึกภาษาจากการฟัง เพื่อเรียนรู้สำเนียง แต่ต้องฟังอย่างตั้งใจ อย่าท้อแม้จะไม่สามารถเข้าใจทุกอย่างที่ได้ยิน การเรียนภาษานั้นเป็นเรื่องสนุกก็ต่อเมื่อคุณสนใจในสิ่งที่คุณกำลังฟังอยู่ ค่อยเป็นค่อยไปแล้วคุณจะเรียนรู้มันโดยไม่รู้ตัวเองค่ะ

ฝึกภาษาจากการอ่าน โดยการหาหนังสือที่เป็นเรื่องราวที่ชื่นชอบ และสนุกที่ได้อ่าน แต่อย่าฝืนตัวเอง อย่าบังคับตัวเองให้อ่าน ขอให้เลือกอ่านในเวลาที่อยากอ่านและพร้อมที่จะอ่านจริง ๆ

ฝึกภาษาจากการเขียน หลังจากเรียนรู้จากการดูโทรทัศน์ ฟัง และอ่านแล้ว ก็จะสามารถเขียนประโยคง่าย ๆ ได้ โดยการเขียนนั้นจะช่วยให้พัฒนาภาษาได้อย่างรวดเร็ว และวิธีที่ง่ายและสนุก ก็คือเขียนบันทึกประจำวันของคุณเอง มันจะทำให้ทักษะทางภาษาพัฒนาไปโดยไม่รู้ตัว หรือลองหาเพื่อนเจ้าของภาษาทางอินเตอร์เนต แล้วพิมพ์คุยกับพวกเขาบ่อย ๆ ก็จะทำให้คุณซึมซับคำศัพท์และสำนวนหลายสำนวนได้ดีเลยทีเดียวและทุกครั้งที่เขียน ขอให้เน้นความสนุกมากกว่าความถูกต้อง

ฝึกภาษาจากการพูด เป็นขั้นตอนลุดท้ายหลังจากได้ผ่านการเรียนรู้เบื้องต้นมาบ้างแล้ว การพูดจะช่วยให้จดจำได้มากขึ้น อาจเริ่มพูดคุยเป็นภาษาที่คุณเรียนรู้มากับเพื่อนของคุณที่กำลังฝึกภาษาเดียวกันกับคุณก่อน จากนั้นลองสนทนาออนไลน์กับเพื่อนเจ้าของภาษาดู จะกระตุ้นให้คุณพยายามพูดอย่างรวดเร็วขึ้น

ไม่ว่าจะลองฝึกภาษาไหน เพียงแต่ตั้งใจจริงไม่ย่อท้อ และสนุกไปกับมันเพียงเท่านี้เรื่องภาษาที่ 3 ก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วล่ะค่ะ

การนับเวลาแบบฝรั่ง AM PM

การบอกเวลาแบบฝรั่งการบอกเวลาแบบฝรั่งเป็นสัญลักษณ์ AM , PM

หลายคนคงได้เห็นการบอกเวลาแบบฝรั่งเป็นสัญลักษณ์ AM , PM  แสดงเวลาซึ่งเชื่อว่ามักเกิดความสับสนอยู่บ่อยๆ วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันว่า AM PM นั้น บอกเวลากันอย่างไร โดยก่อนอื่นมาดูความหมายของคำย่อก่อนว่าคำย่อ AM PM ย่อมาจากอะไร

AM ย่อมาจาก Ante Meridiem คือ เวลาหลังเที่ยงคืน ถึง ก่อนเที่ยงวัน เริ่มที่ 00.01 น. ไปจนถึง 11.59 น.

PM ย่อมาจาก Post Meridiem คือ เวลาหลังเที่ยงวัน ถึง ก่อนเที่ยงคืน เริ่มตอน 12.01 น.ไปจนถึง 23.59 น.

โดยเวลาของฝรั่งนั้นจะไม่นับเป็น 24 ชั่วโมงเหมือนของไทยเรา แต่จะนับตามตัวเลขบนนาฬิกา คือ มีแค่

1-12 นาฬิกาเท่านั้น

ยกตัวอย่าง เช่น บ่ายสองโมง ของฝรั่งก็จะใช้ 2 PM ซึ่งเท่ากับ 14.00 น. นั่นเอง

จากการนับข้างบนจะเห็นว่าไม่มีเวลา 12.00 น. ซึ่งก็คือเวลาเที่ยงวันกับเที่ยงคืนนั่นเอง โดย 2 เวลานี้ฝรั่งเค้าจะใช้ว่า 12 noon คือเที่ยงวัน และ 12 midday คือเที่ยงคืน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ยังคงใช้เวลา 12 AM หรือ 12 PM กันอยู่แพร่หลาย จนกลายเป็นที่อนุโลมได้

สุดยอดอาหารช่วยคงความอ่อนเยาว์

อาหารช่วยคงความอ่อนเยาว์แม้ว่าเราไม่อาจชะลอความเร็วของเวลาบนโลกให้เดินช้าลงได้ แต่สำหรับเวลาของร่างกาย หรือที่เราเรียกกันว่าอายุร่างกายนั้น เราสามารถดึงความอ่อนเยาว์ให้อยู่กับเราได้นาน เพียงแค่รู้จักเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่จะแนะนำต่อไปนี้ เป็นอาหารจากธรรมชาติ ที่ช่วยคงความอ่อนเยาว์ไว้กับเราได้นาน ประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่า และยังหาทานได้ง่ายอีกด้วย

1 บลูเบอร์รี่ ผลไม้ลูกกลมเล็ก สีม่วง แต่อุดมไปด้วยสารอาหารอย่างมากมาย เป็นผลไม้ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เนื่องจากในบลูเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า ฟลาโวนอยด์ อยู่สูง ซึ่งมีการศึกษาพบว่าฟลาโวนอยด์มีส่วนสำคัญในการรักษาความทรงจำระยะสั้นและระยะยาวได้

2 องุ่น ผลไม้ที่หาทานได้ง่ายในบ้านเรา มีให้เลือกหลากหลายสายพันธุ์ เป็นผลไม้ที่อยู่เบื้องหลังผิวพรรณอันอ่อนเยาว์ โดยเฉพาะองุ่นสีแดงที่มีสาร เรสเวอราโทรล สูง ซึ่งเป็นสารที่มีการวิจัยพบว่าสามารถต้านการเสื่อมสภาพของเซลล์ได้ จึงให้ผลลัพธ์เป็นผิวพรรณที่ดูมีสุขภาพดี นอกจากนี้ยังมีการค้นพบอีกว่าสาร เรสเวอราโทรล สามารถป้องกันเซลล์จากรังสียูวี อันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย

3 ขิง เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่หาทานได้ง่ายมีประโยชน์ มีการศึกษาพบว่าขิงมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบรรเทาอาการอักเสบของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ปวดหลัง ปวดหัว หรือปวดกล้ามเนื้อต่างๆ ให้ดีขึ้นได้

4 ถั่วเหลือง ช่วยให้ผิวและผมสวยงาม เป็นอาหารที่มีกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จะต้องรับเข้ามาจากการกินอาหารในแต่ละวัน ซึ่งวิธีที่จะช่วยให้ได้รับกรดไขมันจำเป็นได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้น้ำมันงา หรือน้ำมันถั่วเหลืองประกอบอาหาร ในสัตว์พบในปลาซาร์ดีน ทูน่า และแซลมอน ส่วนพืชพบในเมล็ดพืช ถั่วเหลือง ไข่ และกุ้งนาง

5 งาดำ เม็ดเล็ดแต่มีประโยชน์หลากหลาย อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ อย่างวิตามินบี 1 บี2 บี3 บี5 บี6 บี9 แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี เหล็ก เป็นต้น โดยสามารถช่วยบำรุงร่างกายเกือบทุกสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็น ผม ผิวพรรณ กระดูก เล็บ ระบบขับถ่าย การบำรุงหัวใจ จึงเหมาะกับทุกวัย แม้กระทั่งเด็กที่มีอาการป่วย หรือผู้หญิงที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยทอง งาดำจะจำเป็นอย่างมาก เพราะช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนอย่างได้ผล

พุดดิ้งนมถั่วเหลืองผสมมะม่วง

พุดดิ้งนมถั่วเหลืองพุดดิ้งนมถั่วเหลือง อร่อยและดีต่อสุขภาพ เป็นขนมหวานที่ทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด และยังได้ประโยชน์มากมายอีกด้วย แถมยังผสมด้วยมะม่วงน้ำดอกไม้ที่หอมหวาน ยิ่งเพิ่มความอร่อยได้เป็นอย่างดี อร่อยและดีมีประโยชน์แบบนี้สามารถทำได้ดังนี้

ก่อนอื่นต้องเตรียมส่วนผสมตามนี้

ผงวุ้น จำนวน  2   ช้อนชา

นมถั่วเหลือง จำนวน 1 ถ้วยตวง

มะม่วงน้ำดอกไม้สุก จำนวน 1 ลูก

น้ำตาลทรายแดง จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำพุดดิ้งนมถั่วเหลือง

1 ปั่นมะม่วงน้ำดอกไม้จนละเอียด พักไว้

2 เทนมถั่วเหลืองใส่ภาชนะ ใส่น้ำตาลทรายแดงและผงวุ้น คนให้น้ำตาลทรายแดงละลาย

3 นำส่วนผสมในข้อ 2 ไปตั้งไฟ เคี่ยวด้วยไฟอ่อน หมั่นคนตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ส่วนผสมก้นหม้อไหม้

4 รอเดือด ใส่มะม่วงน้ำดอกไม้ที่ปั่นแล้วลงไปคนให้เข้ากัน ยกลงจากเตา

5 กรองส่วนผสมด้วยกระชอน จากนั้นเทส่วนผสมใส่ภาชนะ นำไปแช่เย็นให้พุดดิ้งแข็งตัว

6 ตกแต่งด้วยมะม่วงสุกและใบสะระแหน่ พร้อมรับประทาน

ง่ายๆ เพียงเท่านี้ ก็ได้พุดดิ้งนมถั่วเหลืองมะม่วง ที่อร่อยและมีประโยชน์แล้วล่ะค่ะ

 

สรรพคุณสมุนไพรต้นประยงค์

ต้นประยงค์ต้นประยงค์ เป็นชื่อไทยโบราณ จัดเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ดอกเป็นช่อ ลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ เล็กๆ สีเหลือง ดูน่ารัก ตามความเชื่อโบราณเชื่อว่าบ้านไหนปลูกต้นประยงค์ไว้ในบริเวณบ้านจะทำให้บ้านมีความมั่นคง ยั่งยืนอยู่ยงคงกระพันไม่พ่ายแพ้ต่อสิ่งใดๆ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ใบคล้ายใบแก้ว ถ้าตัดบ่อยๆ ก็จะเป็นพุ่มแล้วออกดอกบ่อย ดอกให้กลิ่นหอมแรงตอนกลางาคืน ดอกนั้นออกเป็นระยะๆ ตลอดปี แต่ละครั้งที่ให้ดอก ประยงค์จะให้ดอกสะพรั่ง พร้อมกันเกือบตลอดทั้งต้น ทำนองเดียวกับดอกประดู่ ประยงค์มี 6 กลีบ แต่ไม่บาน เป็นเพียงตุ่มขนาดเล็กกลมๆ เท่านั้น เมื่อดอกอ่อนมีสีเขียวแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

ต้นประยงค์ มีประโยชน์มากมาย

ก้านและใบ ช่วยแก้แผลบวมฟกช้ำ จากการหกล้ม หรือถูกกระทบกระแทก ฝีมีหนองทั้งหลาย ได้

รากและใบ ใช้แก้โรคเกี่ยวกับทรวงอก แก้ไข้ และอาการชัก ในประเทศฟิลิปปินส์ ใช้ต้มเป็นยาบำรุงร่างกายอีกด้วย

ดอก แก้เมาค้าง ดับร้อน แก้กระหายน้ำ แก้ไอ วิงเวียนศีรษะ ทำให้หูตาสว่าง ลดการอึดอัดแน่นหน้าอก รสชาติออกขมเฝื่อนเล็กน้อย

วิธีต้มน้ำประยงค์ เด็ดดอกจากต้นทั้งก้าน ล้างน้ำให้สะอาดโดยใส่ในตระแกรงถี่ๆ ใส่กาชงชาหรือใส่ในแก้ว เติมน้ำร้อนแช่ทิ้งไว้สักพักได้น้ำชาสีชมพูอ่อนๆ ถ้าแช่นานสีจะเข้มขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการใส่ดอกประยงค์มากน้อยดอก หากมีอาการเมาค้าง ดื่มในตอนน้ำชาอุ่นๆ จะช่วยแก้อาการได้เป็นอย่างดี ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น หากชอบแบบติดหวาน ใส่น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำผึ้งตอนไม่ร้อนเพียงเล็กน้อย แล้วแช่เย็นจะได้น้ำดอกประยงค์ที่ดื่มได้ชื่นใจ ซึ่งมีสรรพคุณแก้กระหายน้ำอีกด้วย

ทั้งนี้การรับประทานชาดอกประยงค์ ก็มีข้อควรระวัง เนื่องจากในประยงค์มีสารที่ทำให้เกิดการแท้งได้จึงห้ามดื่มในหญิงที่ตั้งครรภ์ หากมีข้อสงสัยในการกินควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์แผนไทย หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อความปลอดภัยและป้องกันผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดจากการใช้สมุนไพรไม่เหมาะกับสุขภาพของแต่ละคน

โรคไข้หวัดเมอร์สเป็นอย่างไร

โรคไข้หวัดเมอร์สโรคไข้หวัดเมอร์ส หรือโรคติดเชื้อไวรัสเมอร์ส มีชื่อเต็มๆ ว่า Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV) เป็นโรคร้ายที่มีอันตรายถึงชีวิต ซึ่งมีข่าวการแพร่ระบาดเมื่อไม่นานมานี้ อีกทั้งยังไม่มียารักษาทำให้เป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้

ต้นกำเนิดของไวรัสเมอร์ส มีต้นกำเนิดจากประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นเชื้อไวรัสเดียวกับโรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome-SARS) ที่แพร่ระบาดอย่างหนักในเอเชียเมื่อปี พ.ศ. 2546 แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีต้นกำเนิดจากคนหรือสัตว์หรือเชื้อใด แต่มีผลวิจัยระบุว่าอาจมีแพะเป็นพาหะนำเชื้อ

อาการของการติดเชื้อไวรัสเมอร์ส โดยทั่วไปจะมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ค่อนข้างรุนแรงและเฉียบพลัน มีอาการไข้ ไอ หายใจหอบและหายใจลําบาก ซึ่งผู้ป่วยเกือบทุกราย จะมีภาวะปวดบวม นอกจากนี้ ในผู้ป่วยอีกจํานวนมาก จะมีอาการในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ท้องร่วง ร่วมด้วยผู้ป่วยบางรายมีภาวะไตวาย ซึ่งในจํานวนครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั้งหมดจะเสียชีวิต ส่วนในผู้ที่มีโรคประจําตัวซึ่งทําให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือลดน้อยลง การแสดงของโรคอาจมีความแตกต่างออกไป

ระยะฟักตัวของการติดเชื้อไวรัสเมอร์ส มีระยะฟักตัวเฉลี่ย ประมาณ 14 วัน

วิธีการแพร่การติดเชื้อไวรัสเมอร์ส ยังไม่มีข้อมูลที่ระบุได้ว่า คนติดเชื้อไวรัสนี้ได้อย่างไร

การรักษาการติดเชื้อไวรัสเมอร์ส เป็นการรักษาแบบประคับประคอง ยังไม่มีวัคซีนและยารักษาที่จําเพาะ

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสเมอร์ส สามารถป้องกันได้โดยการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดี ได้แก่ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือที่ชุมชนสาธารณะที่มีคนอยู่เป็นจํานวนมาก เพื่อลดความเสี่ยงในการติดโรค