สิ่งแวดล้อม

การกำหนดพื้นที่ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านนิเวศวิทยาบนบก

การกำหนดขอบเขตพื้นที่ศึกษาเพื่อการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านนิเวศวิทยาบนบก เป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญมาก และไม่มีวิธีการกำหนดขอบเขตที่เป็นรูปแบบมาตรฐาน ซึ่งส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายภาพ และความสัมพันธ์ของพื้นที่โครงการและพื้นที่ใกล้เคียง และลักษณะของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งผลกระทบบางอย่างอาจจะจำกัดอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ผลกระทบบางอย่างจะกระจายครอบคลุมพื้นที่กว้าง เช่น การอพยพเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า เป็นต้น

ดังนั้นจากแนวคิดการกำหนดขอบเขตพื้นที่ศึกษาให้กว้างขึ้นและแนวทางการกำหนดพื้นที่ศึกษาผลกระทบด้านนิเวศวิทยาที่เสนอโดย Beanlands and Duinker อาจนำมาประยุกต์ใช้กับการกำหนดพื้นที่ศึกษาการวิเคราะห์ผลกระทบด้านนิเวศวิทยาบนบกได้ โดยแบ่งระดับพื้นที่โครงการออกเป็น 3 ระดับ คือ

1.  พื้นที่ตั้งโครงการ (Project site) หมายถึงพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของโครงการและจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะระบบนิเวศดั้งเดิมจะถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เช่น พื้นที่ที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม หรือ พื้นที่น้ำท่วม เป็นต้น

2.  พื้นที่ระบบนิเวศในระดับท้องถิ่น (Local ecosystem) หมายถึง พื้นที่ระบบนิเวศที่ส่วนหนึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการ การกำหนดพื้นที่ระบบนิเวศในระดับท้องถิ่น โดยทั่วไปมักจะกำหนดขอบเขตตามลักษณะกายภาพหรือธรณีวิทยา และสามารถบ่งบอกความเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพได้ ที่นิยมใช้กันคือ ขอบเขตลุ่มน้ำ (watershed boundary) ทั้งนี้เหตุผลหนึ่งเนื่องมาจากผลกระทบจากกิจกรรมต่างๆที่ดำเนินการในพื้นที่ลุ่มน้ำสามารถตรวจวัดและติดตามผลได้ง่ายที่ปากแม่น้ำ หรือจุด outlet

3.  พื้นที่ระบบนิเวศในระดับภูมิภาค (Regional ecosystem) หมายถึงพื้นที่ของระบบนิเวศที่อยู่ถัดจากระบบนิเวศระดับท้องถิ่น และมีความสำคัญต่อการคงอยู่ของระบบนิเวศโดยรวม ทั้งนี้เนื่องจากผลกระทบต่อระบบนิเวศบางอย่างไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะระบบนิเวศในระดับท้องถิ่น หรือขอบเขตลุ่มน้ำ เช่น การเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า และการไหลเวียนของสสารและพลังงาน เป็นต้น การกำหนดขอบเขตในระบบนิเวศในระดับภูมิภาคจะไม่มีรูปแบบตายตัว ส่วนใหญ่หลักเกณฑ์หนึ่งที่นำมาใช้ในการพิจารณา คือ ข้อมูลเกี่ยวกับความต่อเนื่องของระบบนิเวศ

ในกรณีที่โครงการพัฒนาเป็นลักษณะแนวเส้น เช่น โครงการสร้างถนน สร้างทางรถไฟ หรือวางท่อส่งก๊าซ การแบ่งระดับพื้นที่ตามแนวทางดังกล่าวจะค่อนข้างยากและอาจครอบคลุมพื้นที่จำนวนมาก ดังนั้นการประเมินผลกระทบด้านนิเวศวิทยามักจะมุ่งประเด็นการศึกษาความสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่เป็นหลัก โดยพิจารณาว่าในพื้นที่ศึกษามีสิ่งมีชีวิตชนิดที่มีความสำคัญหรือหายากหรือไม่ ถ้ามี การกระจายของชนิดพันธ์และประชากรของสิ่งมีชีวิตนั้นครอบคลุมพื้นที่เพียงใด เพื่อใช้เป็นสิ่งกำหนดขอบเขตในการศึกษาในระดับท้องถิ่น และมีลักษณะการกระจายหรือจำนวนประชากรระดับภูมิภาคเป็นอย่างไร เช่น หากในพื้นที่ศึกษามีช้างป่า ควรจะต้องศึกษาว่าพื้นที่อยู่อาศัยของช้างมีมากน้อยเพียงใด มีประชากรมากน้อยเพียงใด และมีการกระจายระดับภูมิภาคอย่างไร เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หลักการดังกล่าวเป็นเพียงแนวคิดที่จะช่วยให้ผู้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางด้านนิเวศวิทยาบนบกนำไปพิจารณาในการกำหนดขอบเขตพื้นที่ศึกษาให้เหมาะสม นอกจากนี้การกำหนดขอบเขตที่ถูกต้องและสมเหตุผลยังขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของนักวิชาการ รายละเอียดโครงการ และข้อจำกัดอื่นๆ เช่น งบประมาณ กำลังคน เวลา และความปลอดภัยด้วย เป็นต้น

Leave a Reply