สุขภาพ

การเกิดโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม(Degenerative disc disease)

หมอนรองกระดูกสันหลัง จะประกอบด้วยสองส่วน คือ ส่วนที่เป็นพังผืดที่มีลักษณะเป็นวงแหวน เรียกว่า วงแหวนพังผืด (annulus fibrosus) อยู่รอบนอก และส่วนที่เป็นวุ้นอยู่ตรงกลาง เรียกnucleus pulposus ทั้งสองส่วนจะแยกกันชัดเจน

nucleus pulposus จะมีการเปลี่ยนแปลงตามอายุโดยช่วงแรกของชีวิต nucleus pulposus จะมีลักษณะเป็นวุ้นเหลว แต่เมื่ออายุมากขึ้นจะมีการสูญเสีย proteoglycan น้ำ และมีจำนวนเซลล์ที่ลดลง ในขณะที่ปริมาณ collagen มากขึ้น เมื่ออายุประมาณ 50 ปี nucleus pulposus จะแห้งและเหนียวมากขึ้นคล้ายยางและจะเริ่มรวมตัวเข้ากับวงแหวนพังผืดด้านใน และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดร่วมด้วย คือ การเกิดรอยแตกขึ้นใน nucleus pulposus เรียก nuclear clefts ตำแหน่งที่เริ่มเกิดรอยแตกนี้มักเริ่มที่กึ่งกลางระหว่างจุดกึ่งกลางหมอนรองกระดูกสันหลังกับผิวกระดูกสันหลัง (vertebral endplates) ซึ่งมีแนวโน้มที่จะแตกไปตามแนวหลังและออกด้านข้าง บางครั้งรอยแตกนี้จะแตกมาพบกันทำให้ nucleus pulposus แตกออกเป็นส่วนๆ ความรุนแรงของการแตกนั้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน

ส่วนวงแหวนพังผืดจะประกอบไปด้วยชั้นเส้นใย collagen มากกว่า 80 ชั้น แต่ละชั้นเส้นใยจะขนานกันโดยเส้นใยจะทำมุมกันประมาณ 70 องศา วงแหวนพังผืดด้านหน้าและด้านหน้า-ข้าง จะหนากว่าด้านหลังและด้านหลัง-ข้าง เมื่ออายุมากขึ้นวงแหวนพังผืดจะเสื่อมและมีการฉีกขาดได้ แนวการฉีกขาดนั้นจะมี 3 แนวใหญ่ๆ คือ

1.       การฉีกขาดตามแนวรัศมี (radiating tear) พบในคนอายุประมาณ 40-50 ปี มักเกิดในแนวหลัง-ข้างของหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวด้านล่าง (lower lumbar) ที่มักเป็นการขาดที่ต่อมาจากการแตกของ nuclear clefts ซึ่งการฉีกขาดของวงแหวนพังผืดชนิดนี้และการเกิด nuclear clefts น่าจะเกิดจากขบวนการเดียวกัน คือ การสูญเสียน้ำร่วมกับการมีแรงกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

2.       การฉีกขาดในแนวเส้นรอบวง (circumferential tear) เกิดเมื่ออายุประมาณ 40 ปีเช่นกัน มักเกิดขึ้นภายในวงแหวนเอง และเมื่อเกิดการฉีกขาดชนิดนี้ขึ้นมักจะทำให้เกิดการฉีกขาดลุกลามไปยังชั้น collagen ข้างเคียง ทำให้เกิดช่องว่างภายในวงแหวนพังผืด

3.       การฉีกขาดในแนวรอบนอก (rim lesion) จะพบการฉีกขาดในแนวหน้าและแนวหน้า-ข้าง เกิดใกล้รอยต่อระหว่างจุดต่อเส้นใย collagen กับกระดูกบริเวณขอบกระดูกสันหลังพบบ่อยในคนอายุประมาณ 50 ปี เชื่อว่าน่าจะเกิดจากมีอุบัติเหตุที่บริเวณดังกล่าวนำมาก่อน เช่น กระดูกสันหลังงอ และบิดหมุนในระดับนั้นๆ การเกิดรอยฉีกขาดชนิดนี้นำไปสู่หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม และชักนำการฉีกขาดของวงแหวนพังผืดในแนวเส้นรอบวง

การเกิดกระดูกงอก (osteophyte) จากบริเวณขอบกระดูกสันหลังจะเกิดตามหลังขบวนการหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม โดยหมอนรองกระดูกสันหลังที่บางตัวลงจะชักนำให้กระดูกงอกหนาตัวมากขึ้น กระดูกงอกนี้มักเกิดบริเวณหน้า-ข้าง หากเกิดบริเวณหลังจะทำให้เกิดภาวะช่องไขสันหลังตีบ (central spinal stenosis) สาเหตุการเกิดกระดูกงอกนั้นในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีสมมติฐานว่าน่าจะเกิดจากการสร้างกระดูกภายในกระดูกอ่อน (endochondral ossification) ที่วงแหวนพังผืดชั้นนอก ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ fibrocyte และการเกิดกระดูกงอยังสัมพันธ์กับความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลัง

ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม ได้แก่ อายุ เพศ ตำแหน่งหมอนรองกระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังผิดรูป และชนิดของการทำงาน

Leave a Reply