อาหารและเครื่องดื่ม

การแบ่งลักษณะของเนื้อหมู

หากจะพูดถึงเนื้อสัตว์ที่คนไทยนิยมบริโภคกัน รับรองว่าต้องมีเนื้อหมูติดอันดับอยู่ด้วย เพราะไม่มื้อใดก็มื้อหนึ่งในแต่ละวัน เรามักมีเนื้อหมูเป็นส่วนประกอบด้วยไม่มากก็น้อย

แต่เดิมคนไทยเราเลี้ยงหมูแบบปล่อยตามใต้ถุนบ้าน ให้หมูเดินหาเศษอาหาร เศษผัก เศษหญ้ากินเอง ซึ่งคนเลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นคนจีน หรือคนไทยเชื้อสายจีน ทั้งยังเลี้ยงกันแค่บ้านละ 2-3 ตัว พอให้ได้กินเนื้อกินหนัง เพราะคนไทยสมัยนั้นนิยมกินข้าวกับน้ำพริก และปลา มากกว่า ต่อมาเมื่อมีผู้นิยมบริโภคเนื้อหมูมากขึ้น และถือว่าเป็นของดีราคาแพง จึงเริมพัฒนาการเลี้ยงหมูในระบบอุตสาหกรรม ฟาร์มหมูจึงมีขนาดใหญ่ และมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้ดียิ่งขึ้น

หากจะแบ่งเนื้อหมูตามลักษณะรูปร่างของเนื้อ เราอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

หมูมัน ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พื้นเมือง เช่น พันธุ์ราด พันธุ์พวง และพันธุ์ไหหลำจากประเทศจีน หมูกลุ่มนี้มีลักษณะ อ้วน เตี้ย ตัวเล็ก ลำตัวหนาแต่สั้น สะโพกเล็ก โตช้า และกินอาหารจุ มีมันมาก เนื้อแดงน้อย คนสมันก่อนนิยมเลี้ยงเพราะใช้น้ำมันหมูในการปรุงอาหาร แต่เมื่อคนหันมาบริโภคน้ำมันพืชแทน จึงมีคนเลี้ยงหมูมันน้อยลงตามลำดับ

หมูเนื้อ เช่น พันธุ์แฮมเชียร์ พันธุ์ดูร็อก มีคุณสมบัติกึ่งกลางระหว่างหมูมันและหมูเบคอน เป็นหมูที่เกิดจากการผสมพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ให้มีเนื้อแดงมากขึ้น มีมันลดลง โตเร็ว และเผาผลาญอาหารไปเป็นเนื้อได้ดี หมูกลุ่มนี้มีลำตัวยาวกว่าหมูมัน ไหล่และสะโพกอวบใหญ่

หมูเบคอน เป็นหมูที่มีขนาดใหญ่ ลำตัวยาวกว่าหมูประเภทอื่นๆ แต่ตัวไม่หนามาก ค่อนข้างบาง กระดูกใหญ่ ขายาว สะโพเล็ก โตช้า เนื้อที่ได้มีสามชั้น เหมาะสำหรับทำเบคอน เช่น หมูพันธุ์แลนด์เรซ และพันธุ์ลาร์จไวท์ เป็นต้น

สำหรับหมูที่เลี้ยงกันในปัจจุบัน เป็นพันธุ์ต่างประเทศซึ่งได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะกับบ้านเราแล้ว อีกทั้งเกษตรกรยังนำมาผสมข้ามสายพันธุ์กันเพื่อให้มีความต้านทานโรค ทนต่อสภาพภูมิอากาศ และผลิตเนื้อตามที่ต้องการ พันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันมาก็เช่นพันธุ์แลนด์เรซ (Landrace) พันธุ์ลาร์จไวท์ (Large White) พันธุ์ดูร็อก (Doroc) และพันธุ์เปียเทรน (Pietrain) โดยเกษตรกรจะคัดเลือกหมูที่แข็งแรงสุขภาพดีไว้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ส่วนหมูที่ขายตามท้องตลาดจะเรียกว่า “หมูขุน” ที่ต้องเลี้ยงจนมีน้ำหนัก 100 กิโลกรัมขึ้นไป

Leave a Reply