บ้านและสวน

ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับรางจืด

            รางจืด เป็นพืชตระกูลไม้เลื้อย ชนิดที่นิยมนำมาใช้ทำเป็นยาคือรางจืดดอกม่วง (Thumbergia laurifolfa Lindl.) ส่วนที่นำมาใช้ คือ ใบ ราก และเถา สรรพคุณของรางจืดโดยทั่วไปก็จะใช้ล้างสารพิษในร่างกาย แก้เบื่อเมา มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ต่างๆมากมายที่แสดงให้เห็นว่ารางจืดมีสรรพคุณหลากหลาย เช่น สารสกัดใบรางจืดลดการตายของเซลล์ประสาทและการสูญเสียความทรงจำของหนูทดลองที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว รางจืดมีฤทธิ์ Antioxidant และลดการอักเสบ ซึ่งอาจมีประโยชน์ในการป้องกันกระบวนการอักเสบในโรคมะเร็งท่อน้ำดีที่เกิดจากโรคใบไม้ในตับ เป็นต้นรางจืด

นอกจากนี้ยังมีการทดสอบประสิทธิผลของสารสกัดจากใบรางจืดในการป้องกันเม็ดเลือดแดงแตกสำหรับโรคมาลาเรีย การทดสอบนี้ทำในสัตว์ทดลองก็พบว่าสารสกัดใบรางจืดสามารถป้องกันเม็ดเลือดแดงแตกได้อย่างชัดเจน รวมทั้งไม่พบผลข้างเคียง หรือพิษในการทดลองนี้

สำหรับการใช้รางจืดเป็นยาใช้ภายนอก เภสัชกรพินิต  ชินสร้อย เภสัชกรประจำโรงพยาบาล
วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว ได้รายงานเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า เคยได้ต้มใบรางจืดและนำมาทำเป็นโลชั่น ให้เพื่อนที่มีแผลผื่นคันลามจากการทายาแก้แพ้กลุ่มสเตียรอยด์ ผลปรากฏว่าหลังจากทาโลชั่นรางจืดแล้วทำให้แผลแห้ง รอยจากผื่นก็ค่อยๆยุบลง รวมทั้งเคยได้ทำการวิจัยโดยนำสารสกัดรางจืดมาทำให้แห้งและทำเป็นครีมรางจืด ทำการทดสอบผลการลดการอักเสบโดยเทียบกับยากลุ่มสเตียรอยด์ ผลที่ได้คือสารสกัดรางจืดสามารถลดการอักเสบได้ผลไม่แตกต่างกับยากลุ่มสเตียรอยด์ แต่ที่ได้ผลกว่าคือ ระยะเวลา 15 นาทีแรก ครีมสมุนไพรรางจืดมีฤทธิ์ลดการอักเสบได้ดีกว่า และปัจจุบันมีการนำไปประยุกต์ใช้สำหรับการรักษาสิว โดยใช้รางจืดที่บดละเอียดแล้วผสมกับน้ำซาวข้าว ทาให้ทั่วหน้าทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก แต่ยังไม่มีผลการศึกษายืนยันอย่างแน่ชัดว่าได้ผลดีเพียงใด

การใช้สมุนไพรนอกจากจะศึกษาด้านประโยชน์แล้วก็ยังต้องศึกษาด้านความเป็นพิษด้วยในส่วนของงานวิจัยมีผลการศึกษาทั้งพิษฉับพลันและพิษเรื้อรัง ผลการทดสอบพิษเฉียบพลันและพิษเรื้อรังก็ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด แต่นักวิจัยก็มีการให้คำแนะนำไว้ว่าการรับประทานรางจืดเป็นเวลานานก็ควรติดตามผลการตรวจเลือดและผลทางคลินิกเป็นระยะๆ

โดยสรุปแล้วรางจืดเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์มากมาย และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถรับประทานก็ได้ หรือนำมาใช้ภายนอกก็มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคได้เป็นอย่างดี

ที่มา : อภัยภูเบศรสาร ปีที่ 12 ฉบับที่ 134 ประจำเดือนสิงหาคม 2557