การศึกษา

ประเทศไทยสมัยยุคจูแรสซิก (Jurassic Period)

ช่วงยุคจูแรสซิกหรือประมาณ 299 -251 ล้านปีผ่านมาแผ่นธรณีของไทยทั้งสองได้เชื่อมต่อกันโดยสมบูรณ์  การเคลื่อนที่ของเปลือกโลกได้หยุดลง เริ่มเกิดกระบวนการปรับลดระดับพื้นที่โดยกัดกร่อนหินเดิมให้ต่ำลง และพาเอาตะกอนประเภททราย ทรายแป้ง และโคลนจากที่สูงมาตกสะสมตามที่ราบต่างๆ อย่างกว้างขวาง ภายใต้สภาวะภูมิอากาศโดยทั่วไปเป็นแบบร้อนชื้นสลับร้อนแห้งแล้ง ภูมิประเทศของประเทศไทยในขณะนั้นเป็นที่ราบ หนอง บึง แทบทั้งสิ้น โดยพบพื้นที่ภูเขาเพียงบางส่วน ตามแนวตะเข็บรอยต่อของแผ่นทวีป และตามแนวเทือกเขาเชียงใหม่ – ตะนาวศรีในปัจจุบัน นานวันผ่านไป ตะกอนที่ทับถมจึงแข็งตัวเกิดเป็นตะกอนสีเทา สีน้ำตาลแดง และสีแดงของกลุ่มหินโคราช (Khorat Group)stegosaurus

หลักฐานรูปแบบการสะสมตัวของหินตะกอนบ่งชี้ว่า ตะกอนที่พบในยุคจูแรสซิกตอนกลางถึงตอนปลายเกิดจากการพัดพามาทับถมของทางน้ำโค้งตวัด (Meandering Stream) และเนื่องด้วยจากสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ จึงมีการแพร่พันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายชนิด ทั้งพืชยืนต้นประเภทต่างๆ และสัตว์มีกระดูกสันหลังจำพวกไดโนเสาร์ จระเข้น้ำจืด สัตว์เลื้อยคลาน เต่า รวมทั้งปลาเลปิโดเทสเลปิโดเทส

หลักฐานด้านซากดึกดำบรรพ์

– ปลาน้ำจั้นเลปิโดเทสพุทธบุตรเอนซิส (Lepidotes buddhabutrensis) พบบริเวณจังหวัดกาฬสินธุ์ ปลาน้ำจืดที่อาศัยอยู่ในยุคจูแรสซิกตอนปลายถึงครีเทเซียสตอนต้น มีความยาวประมาณ 30 – 60 เซนติเมตร และมีเกร็ดแข็งลักษณะรูปขนมเปียกปูน กินพืชเป็นอาหาร สูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีก่อน

– ไดโนเสาร์พันธุ์สเตโกซอริด (Stegosaurid) พบบริเวณจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้โนเสาร์กินพืชที่มีแผงหลัง ซึ่งพบครั้งแรกในประเภทไทยอาศัยอยู่ในยุคจูแรสซิก มีลักษณะหัวเรียวเล็ก ความยาวจากหัวถึงหางประมาณ 15 เมตร พบชิ้นส่วนซากดึกดำบรรพ์เป็นกระดูกสันหลังที่มีส่วนต่อกับแผงหลังในหมวดหินภูกระดึง

ที่มา : วารสาร ข่าวสารกรมทัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปีที่ 13 เดือนเมษายน 2557