การศึกษา

ประเภทของโฆษณาชวนเชื่อและกลวิธีการใช้โฆษณาชวนเชื่อ

การโฆษณาชวนเชื่อ เป็นการพยายามโดยเจตนาที่จะเปลี่ยนความเชื่อ และการกระทำของบุคคลจำนวนมากให้เป็นไปในทางที่ฝ่ายตนต้องการด้วยกลวิธีต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามเหตุผลและข้อเท็จจริง มีผู้แยกประเภทโฆษณาชวนเชื่อไว้อย่างกว้างๆ 2 ชนิด คือการโฆษณาชวนเชื่อทางการค้าอย่างหนึ่ง และการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองอีกอย่างหนึ่ง ในการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองนั้น ฝ่ายผู้โฆษณาชวนเชื่อย่อยมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนความเชื่อและอุดมการณ์ของคนจำนวนมากให้หันเหไปนิยมเลื่อมใสในอุดมการณ์ของฝ่ายตน และกระทำพฤติกรรมต่างๆ ตามที่ฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อต้องการ อันเป็นปฏิปักษ์กับแนวทางของฝ่ายตรงข้าม

ความรู้เท่าทันกลวิธีของนักโฆษณาชวนเชื่อจึงมีความสำคัญต่อผู้รับสารเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้ผู้รับสารได้ใช้วิจารณญาณของตนได้ โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ

กลวิธีของโฆษณาชวนเชื่อ

1. ตราชื่อ เป็นกลวิธีที่เบนความสนใจของผู้รับสารไปจากเหตุผลและข้อเท็จจริง เพื่อให้หมดความเชื่อถือในตัวบุคคลหรือสถาบันฝ่ายตรงข้าม โดยหาคำพูดมาใช้เรียกฝ่ายตรงกันข้าม เพื่อเร้าอารมณ์ของผู้รับสาร เช่น บุคคลบางคนถูกตราชื่อว่าเป็น คนแก่ บ้าง เป็น หนุ่มเลือดร้อน บ้าง เป็น เด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม บ้าง จนทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยปฏิเสธความคิดหรือทรรศนะของบุคคลเหล่านั้น ทั้งๆที่ความคิดหรือทรรศนะของคนเหล่านั้นอาจชอบด้วยเหตุผลและเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม

ข้อควรระวังของผู้รับสารก็คือ เมื่อได้ยินคำตราชื่อทำนองนี้ เราควรหยุดคิดไม่ด่วนตัดสินใจตั้งข้อรังเกียจ หรือมีอคติต่อบุคคลหรือสถาบันที่ถูกตราชื่อเช่นนั้น โดยไม่พิจารณาหลักการหรือเนื้อหาโดยสิ้นเชิง เพราะเท่ากับเป็นการตัดโอกาสเราเอที่จะได้พบความจริงและความถูกต้อง

2. ใช้ถ้อยคำหรูหรา กลวิธีในข้อนี้ผู้โน้มน้าวใจมักจะใช้ถ้อยคำ หรือเรียบเรียงข้อความขึ้นให้ผูกพันกับความคิด หลักการ บุคคล สถาบัน หรืออุดมการณ์ และด้วยอำนาจของถ้อยคำและข้อความนั้นทำให้ผู้อื่นเกิดความเชื่อถือ เลื่อมใสในความคิด บุคคล สถาบัน หรืออุดมการณ์นั้นๆ โดยไม่ใช้ความคิดหรือเหตุผลตรวจสอบความถูกต้องที่แท้จริง หรือความสมเหตุสมผลของเนื้อหานั้นๆอีกเช่นกัน

3. อ้างบุคคลหรือสถาบัน กลวิธีในข้อนี้ใช้กลวิธีอ้างถึงสถาบันหรือบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ ทรงเกียรติ  หรือเป็นที่เคารพนับถือ ผู้โฆษณาชวนเชื่อเลือกนำมาอ้างเพื่อทำให้ผู้ฟังเกิดทัศนคติที่ดี หรือเกิดความนิยมชมชอบนโยบาย หลักการ หรืออุดมการณ์ของตน ผู้รับสารเมื่อได้ยินได้ฟังชื่อเหล่านั้น ด้วยความเลื่อมใสที่มีอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็พลอยเชื่อถือสิ่งที่นำเสนอนั้น โดยไม่หยุดยั้งคิดพิจารณา จึงตกหลุมพรางของนักโฆษณาชวนเชื่อได้

4. ทำเหมือนชาวบ้านธรรมดาๆ กลวิธีนี้ ผู้โฆษณาชวนเชื่อจะเชื่อมโยงตนเองและหลักการหรือความคิดของตน ให้เข้าไปผูกพันกับชาวบ้าน หรือความคิดของชาวบ้านธรรมดาๆ เพื่อแสดงตนให้เห็นว่า ตนเป็นพวกเดียวกับชนเหล่านั้น เพื่อทำให้ตนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ แล้วจะได้ชักจูงคนเหล่านั้นให้เชื่อถือคล้อยตาม

5. อ้างแต่ประโยชน์ตน กลวิธีนี้ผู้โฆษณาชวนเชื่อจะเลือกนำแต่เฉพาะแง่ที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนมากล่าวเท่านั้น แต่พยายามกลบเกลื่อนแง่อื่นที่เป็นโทษแก่ฝ่ายตนไม่ให้ผู้ฟังมีโอกาสทราบได้

6. อ้างคนส่วนใหญ่ กลวิธีนี้ ผู้โฆษณาชวนเชื่อพยายามชักจูงให้ผู้รับสารเกิดความตะหนักว่า บุคคลอื่นๆจำนวนมากมายต่างพากันเชื่อ ประพฤติหรือปฏิบัติอยู่ในแนวทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นผู้รับสารก็ควรจะเชื่อและประพฤติปฏิบัติให้เหมือนคนส่วนใหญ่นั้นด้วย เป็นการสร้างความรู้สึกฝังใจว่า ความคิดหรือหลักการที่ผู้โฆษณาชวนเชื่อนำเสนอนั้น บรรดาชนส่วนใหญ่โดยทั่วไปยอมรับ ถ้าใครยังขืนลังเลสงสัย ไม่ยอมรับหลักการนั้น จะกลายเป็นคนผิดแปลกไปจากคนอื่นๆ

Leave a Reply