สิ่งแวดล้อม

ป่าไม่ผลัดใบ

ป่าประเภทไม่ผลัดใบ คือ ป่าซึ่งเขียวชอุ่มตลอดปี แม้จะมีพันธ์ไม้บางชนิดจะมีการทิ้งใบไปตามธรรมชาติแต่ก็จะเกิดใบใหม่ขึ้นมาทดแทนตลอดเวลาจึงไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ซึ่งแบ่งป่าไม้ประเภทนี้ได้เป็น 4 ชนิด คือ

1. ป่าดงดิบ (Tropical Evergreen Forest) พบอยู่ในทุกภาคของประเทศไทย มักเกิดอยู่บริเวณที่มีอากาศชุ่มชื้นมากๆ เช่น ตามหุบเขา บริเวณแม่น้ำและแหล่งน้ำต่างๆ ลักษณะทั่วไปของป่าดงดิบ คือเป็นป่ารกทึบด้วยพันธุ์ไม้ขนาดต่างๆ ทั้งใหญ่ กลาง และเล็ก ขึ้นเบียดเสียดกันอยู่และมีเถาวัลย์หรือไม้เลื้อยปกคลุมอยู่ทั่วไป ป่าชนิดนี้จะมีความชื้นสูง พันธุ์ไม้ที่เกิดขึ้นในป่านี้มีหลายชนิด เช่น ยาง ตะเคียน กะบาก จำปาป่า มะม่วงป่า เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพืชพันธุ์อื่นๆที่ขึ้นตามพื้นป่า เช่น ระกำ กระวาน หวาย อีกด้วย ป่าดงดิบเป็นป่าที่มีคุณค่ามากในทุกด้าน ทั้งให้ผลผลิตใรรูปของไม้และของป่ามีราคาแล้ว ยังช่วยรักษาต้นน้ำ และรักษาสมดุลทางธรรมชาติด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ป่าดงดิบก็เป็นป่าที่ถูกบุกรุกทำลายมากที่สุดจนปัจจุบันแทบจะไม่มีป่าดงดิบในบริเวณพื้นราบเหลืออยู่เลย สัตว์ป่าที่มักอาศัยอยู่ในป่าดงดิบ เช่น แรด กระซู่ ช้างป่า เสือโคร่ง เสือดาว กวาง เลียงผา เก้ง กระจง หมี ชะนี เม่น ไก่ป่า และนกป่าอื่นๆ หลายชนิด

2. ป่าดิบเขา (Hill Evergreen Forest) เป็นป่าดงดิบชนิดหนึ่งมักจะเกิดบนพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่ประมาณ 1,000 เมตรขึ้นไป สภาพป่าจะเขียวชอุ่มตลอดปีและมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นเกือบเท่าป่าดงดิบ ป่าชนิดนี้มักปรากฎตามเทือกเขาสูงๆ เช่น ป่าภูหลวง ป่าเขาใหญ่ ป่าเขาหลวง เป็นต้น พันธุ์ไม้ที่ขึ้นส่วนใหญ่เป็นจำพวกก่อ เช่น ก่อเดือย ก่อแป้น นอกจากนี้ยังมี กำลังเสือโคร่ง หว้า พญาไม้ กำยาน สนเขา ขึ้นปะปนอยู่ด้วย ส่วนไม้พื้นล่างมักเป็นพวก กล้วยไม้ มอส ผักกูด บริเวณป่าดิบเขาบางแห่งที่เป็นสันเขาหรือยอดเขาซึ่งจะเกิดการชะล้างของหน้าดินทำให้มีความอุดมสมบูรณ์น้อยจึงมักพบไม้สนเขาขึ้นอยู่ทั้งสนสามใบและสนสองใบ บางทีมีเฉพาะสนเขาเป็นป่าผืนใหญ่ก็จะเรียกว่า ป่าสนเขา (Pine Forest) ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างโปร่ง สัตว์ป่าที่พบบริเวณป่าดิบเขา ได้แก่ เก้ง กวาง ช้างป่า กวางผา

3. ป่าชายเลน (Mangrove Forest) หรือป่าเลนน้ำเค็มหรือป่าเลน มักปรากฎอยู่ตามชายฝั่งทะเล เกาะ หรือบริเวณปากแม่น้ำ ที่มีตะกอนดินเลนทับถมและมีน้ำเค็มท่วมถึง พันธุ์ไม้ที่ขึ้นจะมีอยู่เพียงไม่กี่ชนิด มักจะเป็นพวก โกงกางใบเล็กและโกงกางใบใหญ่ ไม้แสม ประสัก ตะบูน โปรง รังกะแท้ ฝาด สัตว์ป่าที่พบตามชายเลนส่วนใหญ่เป็น นกน้ำ เช่น นกทะเลขาแดง นกหัวโตชนิดต่างๆ นกยาง นกกะปูด ส่วนสัตว์อื่นๆก็ได้แก่ ลิงแสม เสือปลา อีเห็น เป็นต้น ป่าชายเลนจัดเป็นป่าที่ให้ผลผลิตสูงทั้งด้านป่าไม้ และประมง เป็นที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์น้ำ หากป่าชายเลนถูกทำลายสัตว์น้ำก็จะลดน้อยลงไปด้วย

4. ป่าพรุ (Swamp Forest) เป็นป่าที่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ไม่ผลัดใบอีกแบบหนึ่งเกิดจากอิทธิพลของสภาพพื้นดินที่มีน้ำจืดท่วมขังเป็นเวลานานทำให้เกิดสังคมของพืชป่าพรุขึ้น เนื่องจากซากอินทรีย์วัตถุทับถมกันเป็นเวลานานจนเกิดเป็นดินพรุที่มีการสลายตัวของอินทรีย์วัตถุที่ไม่สมบูรณ์ อยู่บนชั้นดินที่เป็นดินเหนียวปนทราย เมื่อป่าพรุถูกทำลายไป ดินพรุก็จะเกิดการยุบตัวและสลายตัวหรือถูกชะล้างไปตามกาลเวลา พันธุ์ไม้ที่มักพบได้แก่ ทุเรียนนก อ้ายบ่าว ทองบึ้ง เที๊ยะ ไทรหว้า หมากแดง เต่าร้าง อินทนิลน้ำ เป็นต้น สัตว์ป่าที่พบมักเป็นนกน้ำต่างๆ เช่น นกกะสา นกกาน้ำ นกเป็ดน้ำ นกตบยุง นกเงือก นกกวัก สัตว์อื่นๆก็เช่น จระเข้ นาก ค่าง และสัตว์เลื้อยคลานชนิดต่างๆ

แล้วยังมีป่าชายหาด (Beach Forest) ซึ่งปรากฎอยู่ตามหาดชายทะเล มีพันธุ์ไม้ประเภท สนทะเล หูกวาง กระทิง ตีนเป็ดทะเล เป็นต้น แต่ปัจจุบันป่าชายหาดได้ถูกบุกรุกแผ้วถางและพัฒนาไปเป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งท่องเที่ยวจนแทบไม่เหลือสภาพป่าอีกต่อไป

Leave a Reply