การท่องเที่ยว

วัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร สงขลา

วัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร เป็นวัดที่มีความสำคัญยิ่งในจังหวัดสงขลา สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เป็นที่ประดิษฐานโบราณ และโบราณวัตถุที่งดงามและมีคุณค่า มีศิลปกรรมที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทยกับจีนได้อย่างกลมกลืน โดยเฉพาะจิตรกรรมฝาผนังที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมของชาวไทยและชาวจีนที่ตั้งถิ่นฐานในภาคใต้ รวมทั้งสภาพของบ้านเมืองในขณะนั้น วัดมัชฌิมาวาสวรวิหารเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในสมัยรัตนโกสินทร์ ทั้งยังเป็นสถานที่ตั้ง “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมัชฌิมาวาส” แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม ของจังหวัดสงขลาและภาคใต้ของไทย

วัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร

วัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ถนนไทรบุรี ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เดิมเป็นวัดราษฎร์สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ผู้สร้างคือ นางสีจันทน์ ชาวบ้านจึงเรียกวัดนี้ว่า “วัดยายสีจันทน์” ต่อมาได้มีผู้สร้างวัดทางทิศเหนืออีกแห่งหนึ่ง เรียกว่า วัดเลียบ และทางทิศใต้อีกวัดหนึ่งเรียกว่า วัดโพธิ์ วัดยายสีจันทน์อยู่ตรงกลางชาวบ้านจึงเรียกว่า วัดกลาง ในสมัยรัตนโกสินทร์วัดยายสีจันทน์ได้รับการบูรณะจากเจ้าเมืองสงขลาอย่างต่อเนื่อง และหลังจากที่เมืองสงขลาย้ายเมืองใหม่ (จากฝั่งแหลมสน) มาอยู่ที่บ้านบ่อยางแล้ว เมืองสงขลาก็ได้ทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาประจำปีที่วัดยายสีจันทน์สืบต่อมา

พ.ศ. 2431 พระยาวิเชียรคีรี (ชม) ได้อาราธนาพระภัทรธรรมธาดา (แจ้ง) วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพมหานคร มาเป็นเจ้าอาวาสวัดยายสีจันทน์ (วัดกลาง) ในการนี้สมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เสด็จมาเมืองสงขลาพร้อมด้วยพระเถระราชาคณะหลายรูปเพื่อ ตรวจการณ์ คณะสงฆ์ได้เปลี่ยนชื่อวัดกลางเป็น วัดมัชฌิมาวาส

วัดมัชฌิมาวาส

หลังการปฏิรูปการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล ได้เกิดภัยพิบัติจากพายุฝนตกหนักเป็นเหตุให้ซุ้มประตูด้านตะวันตกพังทลายหมด เจ้าอาวาสวัดมัชฌิมาวาสจึงขอความสนับสนุนจากพระยาวิเชียรคีรี (ชม) แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองแล้วแต่ก็ได้ทำซุ้มประตูให้ใหม่เป็นสมประตูแบบตะวันตกผสมจีนดังปรากฏในปัจจุบัน

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเก้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะวัดมัชฌิมาวาสเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เมื่อ พ.ศ. 2460 กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2518 เมื่อวัดนี้อายุ 400 ปี วัดนี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์สืบต่อมาหลายครั้ง เพื่อรักษาศิลปกรรมชั้นครูที่หาดูได้ยากยิ่งไว้