สุขภาพ

สาเหตุและการบ่งชี้ถึงอันตรายที่เกิดจากการปวดไหล่

ข้อไหล่ (Shoulder Joint) เป็นส่วนของร่างกายที่เชื่อมแขนติดกับลำตัว และเป็นข้อที่มีการเคลื่อนไหวได้มากที่สุดในร่างกาย โดยสามารถเคลื่อนไหวแขนและข้อมมือได้เกือบทุกทิศทาง ข้อไหล่ ประกอบด้วยกระดูก 3 ชิ้น คือ กระดูกต้นแขน กระดูกสะบัก แะกระดูกไหปลาร้า มาประกอบกันเป็นข้อไหล่ ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญอื่นๆ เช่น เยื่อหุ้มข้อไหล่ (Shoulder Capsule) เส้นเอ็นข้อไหล่ (Rotator Cuff Tendon) ถุงน้ำที่อยู่ระหว่างกระดูกและเส้นเอ็น (Bursa and Acromion) และกล้ามเนื้อ เส้นเลือด เส้นประสาท ที่ทอดผ่านไปเลี้ยงมือและแขน ขอ้ไหล่เป็นข้อที่ถูกใช้งานมาก จึงทำให้เกิดอาการผิดปกติได้บ่อยไม่ว่าจะเป็นอาการปวด และอาการอักเสบของข้อไหล่ ประกอบกับการเสื่อมสภาพขององค์ประกอบเหล่านี้ ซึ่งมีผลทำให้การใช้งานของแขนด้านนั้นไม่เหมือนเดิม

การบาดเจ็บของข้อไหล่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จะทำให้เป็นการบาดเจ็บเรื้อรังของข้อไหล่ ทำให้การใช้ข้อไหล่ในชีวิตประจำวันและการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเอื้อมแขน หยับจับสิ่งของ การแต่งตัว หรือแม้กระทั่งการหวีผม จะทำได้ลำบาก

สาเหตุ อาการปวดไหล่เป็นกลุ่มอาการที่พบได้บ่อย เกิดได้กับบุคคลทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งวัยสุงอายุ เกิดได้จากหลายสาเหตุดังนี้

1. ในเด็กและวัยรุ่น มักมีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ

2. ในวัยหนุ่มสาว มักมีความสัมพันธ์กับการใช้ข้อไหล่ทำงานอย่างมาก ทำให้มีการเสียดสีและอักเสบของเอ็นและกล้ามเนื้อบริเวณรอบๆข้อไหล่ โดยเฉพาะลักษณะงานที่ต้องมีการกางแขน ยกแขนสูงบ่อยๆ

3. ในวัยกลางคนและวัยสูงอายุ อาการปวดไหล่มักมีสาเหตุมาจากการเสื่อมสภาพตามอายุ ข้อเสื่อมอันเป็นผลมาจากการใช้ข้อไหล่ทำงานมาก

นอกจากนี้ อาการปวดไหล่อาจเป็นผลมาจากการปวดร้าวหรือมีการอักเสบบริเวณอื่นๆที่ใกล้เคียง เช่น กระดูกคออักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ โรคของหัวใจ โรคตับ รวมทั้งการเป็นผลมาจากโรคข้ออักเสบที่มีข้อไหล่อักเสบร่วมด้วยได้ เช่น โรครูมาตอยด์ เป็นต้น

เมื่อมีอาการปวดไหล่ร่วมกับอาการต่อไปนี้ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์

1. มีข้อไหล่บวม

2. มีอาการปวดมานานกว่า 2 สัปดาห์

3. มีอาการปวดร่วมกับการเคลื่อนไหวข้อไหล่ได้ไม่เต็มที่

4. มีอาการชาของแขน หรือมีอาการเย็น หรือเปลี่ยนสีของผิวหนังบริเวณแขนร่วมด้วย

5. มีอาการอื่น เช่น ไข้ เบื่ออาหารน้ำหนักลดร่วมด้วย เป็นต้น

ทั้งนี้เมื่อมีอาการปวดไหล่ ผู้ป่วยควรจดจำประวัติการเจ็บป่วยด้วย เช่น เจ็บปวดทันที หรือค่อยเป็นค่อยไป ระยะเวลาการเจ็บปวด ตำแหน่งที่ปวด และการเคลื่อนไหว เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคและการรักษาโรคของแพทย์ได้ดี

Leave a Reply