การศึกษา

หลวงปู่ทวด อริยสงฆ์แห่งสยาม

หลวงปู่ทวด หรือสมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ เป็นพระอริยสงฆ์พี่มีอภิญญา (ความรู้พิเศษที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรภาวนา) และเล่าลือกันว่ามีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ที่พุทธศาสนิกชนคนไทยทั้งประเทศให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธามาตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยาจวบจนปัจจุบัน

หลวงปู่ทวด

หลวงปู่ทวด มีนามที่คนไทยกล่าวขานหลายนาม เช่น สมเด็จเจ้าพระโคะ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ซึ่งประวัติของท่านที่ปรากฏในเอกสารและคำบอกเล่ามักจะเน้นไปในทางที่เป็นตำนานเสียส่วนมาก

ตามตำนานกล่าวถึงประวัติหลวงปู่ทวดว่า ท่านเป็นบุตรนายหูกับนางจัน ชาวบ้านวัดเลียบ ตำบลบีมล้วน อำเภอสทิงพระ (จะทิ้งพระ) จังหวัดสงขลา บิดามารดาของท่านเป็นผู้ตั้งมันในศีลธรรม เข้าวัดทำบุญและฟังธรรมเป็นประจำ
เมื่อท่านอายุได้ 7 ขวบ บิดาได้นำไปฝากเป็นเศษสมภารจวง (ผู้เป็นลุง) เจ้าอาวาสวัดกกบีหลวง (วัดดีหลวง) เพื่อเล่าเรียนหนังสือ พออายุ 10 ห้าปี ก็ได้บวชเป็นสามเณร ด้วยความเป็นคนใฝ่รู้ สมภารจวงจึงนำไปฝากให้เล่าเรียนกลับสมเด็จพระชินเสนที่วัดศรีกูญัง (วัดสีหยัง ตำบลบ่อตรุ อำเภอระโนด) จากนั้นได้เดินทางไปศึกษาต่อกับพระครูกาเดิม วัดเสมาเมือง เมืองนครศรีธรรมราช และได้อุปสมบทที่วัดนี้ มีสมเด็จพระมหาเถรปิยทัสสี เป็นพระอุปัชฌาย์ มีฉายาว่า สามีราโม (แต่คนทั่วไปเรียกว่า เจ้าสามีราม)

เจ้าสามีรามสนใจปฏิบัติธรรม และใฝ่รู้ใฝ่เรียนจนแตกฉานทั้งคันธธุระและวิปัสสนาธุระ ท่านตั้งใจจะไปศึกษาเล่าเรียนต่อที่กรุงศรีอยุธยา จึงขอโดยสารไปกับเรือสำเภาของนายอิน ชาวเมืองสทิงพระ ขณะที่เรือสำเภาแล่นมาถึงหน้าเมืองชุมพร เกิดคลื่นลมแรงต้องทอดสมออยู่ 7 วัน 7 คืน ทำให้เสบียงอาหารและน้ำจืดขาดแคลน ลูกเรือพากันคิดว่าที่เกิดอาเพศเช่นนี้เป็นเพราะเจ้าสามีราม จึงนิมนต์ลงเรือมาดให้ไปขึ้นบก ขณะนั่งเรือมาด เจ้าสามีราม ได้ห้อยเท้าซ้ายลงในทะเล และบอกให้ลูกเรือตักน้ำขึ้นมาดื่ม ปรากฎว่าเป็นน้ำจืด ปาฏิหาริย์ครั้งนี้ทำให้ท่านได้รับความเลื่อมใสศรัทธาอันเป็นที่มาของสมญานามว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อมาถึงกรุงศรีอยุธยา เจ้าสามีรามได้ไปจำพรรษาที่วัดแค และวัดลุมพลีนาวาส ตามลำดับ จากนั้นไปพำนักอยู่กับสมเด็จพระสังฆราช ได้ศึกษาธรรมและบาลีจนมีความรู้แตกฉาน แล้วจำพรรษาที่วัดราชานุวาส นอกกำแพงเมืองอันเป็นที่สงบเงียบวัดพะโคะ

ประมาณ พ.ศ. 2149 ในตำนานกล่าวถึงวีรกรรมของท่านในการแก้ ปริศนาธรรมชนะพราหมณ์ราชทูตจากลังกา ทำให้พระมหากษัตริย์อยุธยาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ และถวายเครื่องบรรณาการ ที่ราชทูตลังกานำมาให้แก่ท่าน พร้อมกับสร้างกุฎิถวายท่านพำนักอยู่ที่กุฎินั้นเพียง 3 วัน ก็ถวายคืน และกลับไปพำนักที่วัดราชานุวาสอันสงบเงียบตามเดิม
ต่อมาเกิดโรคห่าระบาดทั่วกรุงศรีอยุธยา พระราชมุนีฯ ระลึกถึงดวงแก้วคู่บารมี และนำมาประกอบพิธีทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมทั่วทั้งเมือง โรคก็หายไปด้วยอำนาจอิทธิปาฏิหาริย์ สามารถช่วยชีวิตประชาชนไว้ได้จำนวนมาก ด้วยคุณความดีที่ทำแก่บ้านเมือง พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระสังฆราชคุรูปาจารย์

ต่อมาไม่นาน ท่านได้ทูลลาสมเด็จพระสังฆราชกลับภาคใต้ เมื่อผ่านถิ่นที่มีผู้คนอยู่อาศัยก็ออกบิณฑบาต และเทศนาสั่งสอน หากมีพูดเจ็บไข้ได้ป่วยก็ทำน้ำมนต์รักษาให้ หรือหากเส้นทางที่ผ่านมีผู้ ที่เคยมีบุญคุณกับท่านพำนักอยู่ท่านก็จะแวะเยี่ยมเยียนด้วยความสำนึกในบุญคุณนั้น ท่านได้นมัสการสมเด็จพระชินเสน ผู้เป็นอาจารย์ที่วัดสีหยัง ได้พักอยู่หลายวันก็อำลาอาจารย์เดินทางไปยังวัดกุฎีหลวง นมัสการสมภารจวงซึ่งเป็นพระอาจารย์คนแรก

บริเวณใกล้กับวัดกุฎีหลวง มีวัดพะโคะตั้งอยู่ เวลานั้นวัดพะโคะมีสภาพทรุดโทรม เพราะถูกถ้าเสร็จบนทำลายปูชนียสถานและโบราณวัตถุ ท่านจึงเป็นคลาสปรับพระอาจารย์จวง (ภายหลังได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูเทพราชเมารีศรีปรมาจารย์) ที่จะบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพะโคะ หลวงปู่ทวดได้เดินทางไปกรุงศรีอยุธยา เข้านมัสการสมเด็จพระสังฆราช พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบจึงเสด็จมาถวายความเคารพ ท่านได้ปรารภเรื่องการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพะโคะ พระเจ้าอยู่หัวโสมนัสยินดี ได้พระราชทานเงินและสิ่งของ รวมทั้งจัดหาช่างผู้ชำนาญให้ บรรดาชาวบ้านทราบข่าวต่างพากันมาช่วย การบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพะโคะใช้เวลา 3 ปี (พ.ศ. 2151 – พ.ศ. 2154) ก็เสร็จเรียบร้อย การที่หลวงปู่ทวดได้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดพะโคะ ชาวบ้านจึงเรียกท่านอีกนามหนึ่งว่า สมเด็จเจ้าพระโคะ

ประวัติหลวงปู่ทวดหลังจากจำพรรษาอยู่ที่วัดพระโคะแล้วนั้น เป็นผลงานการสืบค้นของพระอาจารย์ทิม ธมมธโร อดีตเจ้าอาวาสวัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี ท่านมีศรัทธาอย่างแก่กล้าต่อหลวงปู่ทวด จึงได้สืบเสาะค้นหาประวัติท่านอย่างจริงจัง ได้ธุดงค์จาริกสืบหาข้อมูลหลักฐานไปจนถึงเมืองไทรบุรี (รัฐเคดาห์ในมาเลเซียปัจจุบัน) ได้ทราบว่า นอกจากหลวงปู่ทวดเป็นเจ้าอาวาสวัดพะโคะแล้ว ท่านยังเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ขอมวัดช้างให้ที่ปัตตานี ได้สร้างวัดโกระในที่ไทรบุรี หลวงปู่ทวดจึงต้องเดินทางธุดงค์ไปมาระหว่าง 2 วัดนี้ เมื่อพบสถานที่วิเวกเหมาะแก่การบำเพ็ญสมาธิกัมมัฏฐาน ท่านก็จะหยุดพักที่นั่นเป็นเวลานานๆ เช่น ภูเขาถ้ำคอก หรือถ้ำบดยา (อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา) ถ้ำเขาตังเกียบ (บริเวณน้ำตกทรายขาว จังหวัดปัตตานี)

หลวงปู่ทวดมรณภาพที่วัดโกระใน เมืองไทรบุรี มีการนำศพของท่านไปประชุมเพลิงที่วัดช้างให้ ตามที่ท่านเคยสั่งไว้ ขณะหยุดพักศพแต่ละแห่ง จะมีการพูนดินให้สูงขึ้น และเอาไม้แก่นปักไว้ ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เรียกว่าสถูปท่านลังกา มีทั้งสิ้น 11 แห่งคือ วัดโกระใน บาลิง ดังไกว คลองช้าง ดังแปร ลำปรำ ปลักคล้า คลองสาย ไทรบูดอ ควนเจดีย์ (สะบ้าย้อย) และวัดช้างให้ บรรจุอัฐิของท่านที่บริเวณเนินดินที่ฟังอัฐิของท่าน เรียกทานกันมาแต่โบราณว่า เขื่อนหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้

วัดช้างให้

ฝากคุณความดีไว้ในแผ่นดิน ด้วยคำเล่าลือในอิทธิปาฏิหาริย์ของหลวงปู่ทวด ทำให้พุทธศาสนิกชนคนไทยทั้งประเทศให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาท่านอย่างไม่เสื่อมคลาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือคุณงามความดีในวัตรปฏิบัติ ของความเป็นพระภิกษุสงฆ์ และคุณความดีที่ได้กระทำต่อผู้มีพระคุณ ต่อบ้านเกิดเมืองนอน ตลอดจนการทำหน้าที่พุทธบริษัทที่ดีด้วยการทำนุบำรุงและเผยแพร่พุทธะศาสนา ที่เราคนไทยสามารถประจักษ์ได้จากประวัติของท่านกล่าวคือ

ท่านเป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน เมื่อได้ศึกษาที่บ้านเกิด ท่านก็ได้เดินทางไปศึกษาทางทำต่อที่นครศรีธรรมราชและกรุงศรีอยุธยา จนมีความรู้แตกฉานทางปริยัติและปฏิบัติ ดังที่สามารถแก้ปัญหาทำของพราหมณ์ราชทูตจากศรีลังกาได้ และมีการกล่าวขานกันว่าท่านมีอภิญญาแก่กล้า สามารถสร้างอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ช่วยเหลือผู้คนให้ผลจากความทุกข์ยาก หลายครั้งหลายครา

ท่านปฏิบัติธุดงควัตร เป็นผู้มักน้อย สันโดษ พอใจในความเป็นอยู่ไม่ขวนขวายหาลาภสักการะทั้งๆ ที่ท่านสามารถจะแสวงหาลาภยศได้โดยไม่ยาก อีกทั้งเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ บำเพ็ญเพียรภาวนา ได้บรรลุธรรมขั้นอภิญญา มีบุญญาที่การให้ความคุ้มครองผู้คนยามตกทุกข์ได้ยาก จนเป็นที่กล่าวขานและเป็นที่เคารพนับถือจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

ท่านเป็นผู้มีจิตเมตตาสูง และมีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ระหว่างที่ท่านธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ ท่านจะช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากและแวะเยี่ยมเยียนผู้มีพระคุณ และแม้ท่านจะได้รับสมณศักดิ์สูงส่งเพียงใด ท่านก็ยังของให้ความเคารพอาจารย์ทุกรูปที่เคยให้การสั่งสอนอบรม

นอกจากนี้ท่านยังได้สร้างความเจริญมั่นคงแก่พุทธศาสนา ดังที่ได้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระโคะ อันเป็นวัดสำคัญที่ประดิษฐานสักวันมาลิกเจดีย์ ที่บรรจุพระมหาธาตุจากลังกา และรอยพระพุทธบาท ด้วยบุญญาบารมีของท่านที่ได้กระทำไว้ต่อบ้านเมือง พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาจึงได้พระราชทานความอุปถัมภ์วัดพระโคะ ท่านได้วางรากฐานสร้างความเจริญให้แก่วัดพะโคะเป็นอย่างมาก จนเป็นศูนย์กลางและตัวอย่างแก่วัดอื่นๆในขณะนั้น