ความปลอดภัย

อันตรายที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าเมื่อไปสัมผัสหรือแตะต้อง

กระแสไฟฟ้า เกิดจาก อิเล็กตรอนที่ถูกปลดปล่อยจากอนุภาคและถูกแรงภายนอกบังคับทิศทางให้เดินทางไปในทิศใดทิศหนึ่ง โดยจะไหลจากขั้วลบไปขั้วบวก เพราะประจุตรงข้ามกันจะดึงดูดกัน

กระแสไฟฟ้าจะไหลได้ก็ต่อเมื่อมีเส้นทางให้กระแสไฟฟ้าไหลอย่างครบวงจร โดยวงจรนี้ประกอบด้วย แหล่งกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำซึ่งเป็นเส้นทางการไหลของกระแสไฟฟ้า อุกกรณ์ที่ใช้กระแสไฟฟ้าที่เรียกว่า “Load” และเส้นทางนำกระแสไฟฟ้าลงพื้นดิน (Ground) เนื่องจากพื้นดินมีประจุไฟฟ้าค่อนข้างเสถียรจึงเป็นตัวนำที่ดี จึงถือเป็นตัวนำขนาดยักษ์ ที่จะนำอิเล็กตรอนกลับสู่แหล่งกำเนิดไฟฟ้าอีกครั้งหนึ่ง

อันตรายจากกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้นเมื่อบุคคลสัมผัสแตะต้องวัสดุตัวนำที่มีกระแสไฟฟ้า และสัมผัสแตะต้องพื้นหรือวัตถุอื่นๆ ที่กระแสไฟฟ้าสามารถไหลลงสู่พื้นในเวลาเดียวกัน เนื่องจากบุคคลนี้จะทำให้กระแสไฟฟ้าสมบูรณ์โดยทำหน้าที่เป็น “Load” ให้กับวงจร ซึ่งจะทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านตัวเขา ดังนั้นการป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้าจึงทำได้โดยการเอาฉนวนห่อหุ้มวัสดุตัวนำ ห่อหุ้มร่างกายหรือส่วนของร่างกายของบุคคล หรือการแยกส่วนที่เป็นอันตรายออกห่างจากบุคคล

ตัวนำ (Conductor) คือ สารที่มีอิเล้กตรอนอิสระจำนวนมาก ที่อุณหภูมิห้องและสามารถนำกระแสไฟฟ้าได้

ฉนวน (Insulator) คือ สารที่มีอิเล็กตรอนอิสระจำนวนไม่มากที่อุณหภูมิห้อง และไม่สามารถนำกระแสไฟฟ้า

สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) คือ สารที่ไม่ใช่ทั้งตัวนำและฉนวน

ปัจจัยที่มีผลต่อความรุนแรงของอันตราย ขึ้นอยู่กับ กำลังไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ (โวลท์) ความเข้มข้นของกระแสไฟฟ้า (แอมแปร์) และประเภทของกระแสไฟฟ้า (กระแสสลับหรือกระแสตรง) ระยะเวลาที่สัมผัส พื้นที่ที่สัมผัส เส้นทางที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกาย และความต้านทานกระแสไฟฟ้าของเนื้อเยื่อ

กระแสไฟฟ้าสลับจะมีอันตรายมากกว่ากระแสตรง กระแสสลับจะทำให้เกิดกล้ามเนื้อชักกระตุกและเหงื่อออก ขณะที่กระแสตรงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประจุไฟฟ้าในเนื้อเยื่อ การทำลายเนื้อเยื่อส่วนใหญ่เกิดจากความร้อนที่เกิดจากกระแสไฟฟ้า และความต้านทานกระแสไฟฟ้าของเนื้อเยื่อจะขึ้นกับปริมาณน้ำในเนื้อเยื่อ ระบบไหลเวียนเลือดและกล้ามเนื้อจะสามารถนำกระแสไฟฟ้าได้ดี ขณะที่กระดูก เส้นประสาทส่วนปลายและผิวหนังที่แห้งจะมีความต้านทานไฟฟ้าสูง

กระแสสลับที่มีโวลท์และความถี่ต่ำเท่ากับกระแสไฟฟ้าในบ้านเรือน (100 โวลท์และ 60 เฮิรตซ์) สามารถทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ ไฟฟ้าสูง (มากกว่า 1,000 โวลท์) ทำให้ระบบหายใจเป็นอัมพาตได้ การหมดสติส่วนใหญ่เกิดจากกระแสไฟฟ้าสูงกว่า 10,000 โวลท์ ซึ่งจะมีแรงผลักให้ผู้ประสบเหตุกระเด็นออกจากกระแสไฟฟ้า และได้รับอันตรายจากกระแสไฟฟ้าลดลงแต่มักจะทำให้เกิดการบาดเจ็บจากการกระทบกระแทก การยึดจับสายตัวนำไฟฟ้ามักไม่เกิดขึ้นกับไฟฟ้าแรงสูง

ฟ้าผ่า จะมีอันตรายต่างจากกระแสไฟฟ้าแรงสูงเนื่องจากฟ้าผ่าจะเปนการสัมผัสกระแสไฟฟ้ากำลังสูงมากในช่วงเวลาสั้นๆ จึงทำให้หัวใจหยุดเต้น ระบบประสาทถูกทำลาย และอวัยวะทั่วร่างกายหลายระบบถูกทำลาย

Leave a Reply