ความปลอดภัย

อันตรายที่เกิดจากอากาศเย็นเกินไปและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการตรวจวัดสภาพความเย็น

การทำงานในสภาวะที่เย็นจัดนั้น ไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายโดยทั่วไปและอันตรายต่อร่างกายเฉพาะที่ เช่น ผิวแห้งและแตก เกิดการอุดตันของหลอดเลือด และเนื้อเยื่อตายเนื่องจากการขาดเลือด ฯลฯ แต่ยังมีผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และเพิ่มอัตราการเกิดอุบัติเหตุด้วย นอกจากนี้ ความเย็นจะทำให้การทำงานที่ต้องใช้ทักษะความคิดที่ซับซ้อนด้อยลง และสำหรับ งานที่ต้องใช้มือก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เพราะความเย็นจะทำให้ความรู้สึกรับสัมผัสและความคล่องแคล่วว่องไวในการใช้มือลดลง และหากยังคงสัมผัสอุณหภูมิที่ต่ำลง ความเย็นจะลดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ และอาจทำให้เกิดอาการข้อติดแข็ง นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับปฏิกิริยาทางด้านความคิดและจิตใจด้วย โดยความตื่นตัวกระฉับกระเฉงของผู้ปฏิบัติงานจะลดลง จากเหตุผลดังกล่าวนี้ จึงพบว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นมาในสภาวะการทำงานที่เย็นจัด

โดยธรรมชาตินั้น ร่างกายจะมีกลไกในการรักษาระดับอุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย (Core body temperature) ให้คงที่ที่อุณหภูมิ ประมาณ 37 ºC (98.6 ºF) เพื่อให้กระบวนการทำงานของร่างกายสามารถสร้างพลังงานสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ หรือทำงานได้ตามปกติ แต่กรณีผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับความเย็น หรืออยู่ในสภาวะที่เย็น ก็จะมีการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกายไปยังสิ่งแวดล้อมที่เย็นกว่า ด้วยกระบวนการต่างๆ ได้แก่ การนำ การพา การแผ่รังสีความร้อน และการระเหยของเหงื่อ เมื่อร่างกายสูญเสียความร้อน จึงต้องมีการปรับตัวโดยเส้นเลือดจะหดตัวเพื่อรักษาความร้อนเอาไว้ ร่างกายจะสั่นเพื่อเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย การออกกำลังกายจะทำให้เมตาบอลิซึมเพิ่มขึ้น เสื้อผ้าที่สวมใส่จะเป็นตัวห่อหุ้มเพื่อลดการสูญเสียความร้อน ทำให้ร่างกานสามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ได้

อย่างไรก็ตาม กลไกการรักษาอุณหภูมิร่างกายของผู้ปฏิบัติงานจะเกิดความผิดปกติจากความเย็นได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ปัจจัยด้านบุคคล และปัจจัยเกี่ยวกับงาน

  1. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ได้แก่

– อุณหภูมิอากาศ (Air temperature) หากอยู่ในสภาวะที่เย็นหรืออุณหภูมิอากาศต่ำเกินกว่าความสามารถของร่างกายที่จะปรับตัวเพื่อทดแทนความร้อนที่สูญเสียไปในสิ่งแวดล้อม ก็จะเกิดอันตรายได้

– ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ (Relative humidity of air) ถ้าอากาศชื้นมาก การระเหยของเหงื่อจากผิวหนังจะน้อย ถ้าอากาศแห้งมาก การระบายความร้อนจากร่างกายโดยอาศัยความชื้นจะสูง และอาจมีผลต่อความรู้สึกระคายเคืองจมูกและอาการข้างเคียงอื่นๆ

– ความเร็วลมหรือการเคลื่อนไหวของอากาศ (Presence of air movement) เช่น พัดลม การระบายอากาศ จะมีผลต่อการได้รับอันตรายจากความเย็น โดยผู้ที่สัมผัสความเย็นจะรู้สึกเย็นมากขึ้น ถ้าความเร็วลมเพิ่มขึ้น

– แหล่งกำเนิดความเย็นในพื้นที่โดยรอบ (Presence of hot or cold objects in the surrounding area)

– ความเปียกชื้นของร่างกาย เช่น การสวมใส่เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มน้ำ จะทำให้การถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกายเร็วกว่าปกติ

– การสัมผัสกับวัตถุ หรือสิ่งของที่เย็น เช่น โลหะ

2 ปัจจัยด้านบุคคล ได้แก่

– เพศ ผู้หญิงมักไม่สามารถสร้างพลังงานความร้อนจากกระบวนการเมตาบอลิก จากการออกกำลังกายหรือการสั่นได้มากเท่าที่ควร ผู้หญิงจึงเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายจากความเย็นมากกว่าผู้ชาย

– อายุ เด็กเล็กและผู้สูงอายุจะมีความทนทานต่อความเย็นน้อยกว่าคนหนุ่มสาว

– ขนาดรูปร่างและสัดส่วนของร่างกาย คนอ้วนจะมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังที่หนา ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและป้องกันความเย็นได้มากกว่าคนผอม

– สุขภาพร่างกาย โดยทั่วไปคนที่มีสุขภาพแข็งแรงจะมีความทนทานต่อความเย็นได้มากกว่าคนที่มีสุขภาพอ่อนแอ

– พฤติกรรมส่วนบุคคล เช่น การดื่มสุรา กาแฟ การสูบบุหรี่

– ค่าความเป็นฉนวนของเสื้อผ้า จำนวนชั้นของเสื้อผ้า และชนิดของเสื้อผ้าที่ผู้ปฏิบัติงานสวมมีผลต่อการถ่ายเทความร้อนจากร่างการสู่อากาศภายนอก

3. ปัจจัยเกี่ยวกับงาน ได้แก่

– ความหนักเบาของงาน เคลื่อนไหวร่างกายในการทำงาน จะทำให้ร่างกายสามารถสร้างความร้อนได้มากกว่าการอยู่นิ่งๆ

– ตารางการทำงานและเวลาพัก ซึ่งมีผลต่อระยะเวลาสัมผัสกับความเย็น โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติงานที่ต้องทำงานสัมผัสกับความสั่นสะเทือนหรือสารเคมีที่เป็นพิษ ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องลดระยะเวลาการสัมผัสกับความเย็นลงอีก

Leave a Reply