การท่องเที่ยว

แกะรอยท่องเที่ยวสามพันโบก

สามพันโบก เป็นหลุมหรือแอ่งน้ำขนาดเล็กจำนวนมาก ที่พบตามแก่งหินลำน้ำโขง อยู่ที่บ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี แก่งหินขนาดใหญ่ตามลำน้ำโขงนี้ปรากฏให้เห็นเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ที่น้ำแห้งขอด (ประมาณเดือนธันวาคม – เมษายน ของทุกปี) ซึ่งหลังจากนั้นจะมีน้ำหลากมาท่วมหลุมหรือแอ่งน้ำเหล่านั้นจมหายไปอยู่ใต้แม่น้ำ สำหรับชื่อสามพันโบกมาจากคำว่า “โบก” เป็นภาษาลาว แปลว่า “แอ่ง” และเนื่องจากบนหินมีแอ่งน้ำขนาดเล็กใหญ่จำนวนมากกว่าสามพันแอ่ง จึงเรียกว่าสามพันโบกสามพันโบก

ลักษณะทางธรณีวิทยา : บริเวณสามพันโบกและใกล้เคียงเป็นส่วนหนึ่งของ “หมวดหินภูพาน (Phu Phan Formation) กลุ่มหินโคราช (Khorat Group) ประกอบด้วยหินทราย และหินทรายเนื้อกรวด สีเทาอ่อนและสีขาว ชั้นหนา เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนทางน้ำเมื่อ 110 ล้านปีผ่านมา การวางตัวของชั้นหินบริเวณนี้อยู่ในแนวระนาบเอียงเทไม่เกิน 10 องศา ส่งผลให้เกิดลักษณะผาหินที่มีความสูงต่ำค่อนข้างสม่ำเสมอตามลำน้ำโขง บริเวณที่เป็นลานหินมักพบลวดลายของชั้นเฉียงระดับ ซึ่งแสดงทิศทางการไหลของกระแสน้ำโบราณ และมักพบเม็ดกรวดขนาดเล็กสีต่างๆ ฝังตัวอยู่ในเนื้อหินทรายอยู่ทั่วไป ตามพื้นผิวหน้าของลานหินพบว่าเต็มไปด้วย “กุมภลักษณ์” หรือ “หลุมปากหม้อ” (Pot hole) ซึ่งเกิดจากกระบวนการกัดเซาะและขัดสีลานหิน โดยก้อนกรวดและทรายที่พัดมากับแม่น้ำโขงในฤดูน้ำหลาก

การกำเนิด : สามพันโบกแต่เดิมเป็นชั้นทรายที่สะสมตัวเป็นชั้นหนา ตามท้องน้ำโบราณในช่วง 110 ล้านปีผ่านมา ต่อมาเมื่อประมาณ 55 – 30 ล้านปี ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ทำให้แผ่นดินอีสานซึ่งแต่เดิมเป็นที่ราบกว้างใหญ่ได้ยกตัวขึ้น เป็นที่ราบสูงโคราชและเกิดการคดโค้งของชั้นหินโดยทั่วไป จากนั้นได้เกิดรอยแยกขนาดใหญ่ทำให้เกิดแม่น้ำโขงในปัจจุบันไหลผ่านพื้นที่สามพันโบก และด้วยปัจจัยทางภูมิประเทศที่เหมาะสม นั่นคือแนวชั้นหินบางส่วนได้ขวางทางน้ำทำให้เกิดลักษณะของน้ำวนโดยทั่วไป ดังนั้นเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก แม่น้ำโขงที่มีพลังที่รุนแรงได้พาเอาเม็ดกรวดหรือก้อนหินขนาดใหญ่มาด้วย เม็ดกรวดทรายดังกล่าวได้ถูกบังคับโดยทิศทางของแม่น้ำโขงให้มาหมุนวนซ้ำๆ อยู่ในแอ่งเล็กๆ จำนวนมากบนผิวหน้าของแก่งหิน นานหลายฤดูกาลเข้า การขัดสีดังกล่าวก็ทำให้แอ่งเดิมขยายและลึกเว้าจนเป็นรูปโบก ดังที่เห็นในปัจจุบัน สามพันโบกยังพบลักษณะคล้ายสะพานหินธรรมชาติ ที่เกิดจากการกัดเซาะหินบางส่วนโดยทางน้ำ จนเกิดโพรง โดยที่หินส่วนที่เหลืออยู่เหนือโพรงมีลักษณะโค้ง คล้ายสะพานที่สวยงาม

ที่มา : วารสาร ข่าวสารกรมทัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปีที่ 13 เดือนเมษายน 2557