การศึกษา

การวินิจฉัยเพื่อตัดสินข้อโต้แย้ง

ตามปกติแล้ว การวินิจฉัยตัดสินว่าทรรศนะของฝ่ายใด ควรเป็นที่ยอมรับหรือไม่นั้น อาจทำได้ 2 แบบ คือ

1.พิจารณาเฉพาะเนื้อหาสาระที่แต่ละฝ่ายได้นำมาโต้แย้งกัน ไม่พิจารณานอกเหนือจากนั้น แม้ผู้วินิจฉัยจะรู้ตื้นลึกหนาบางในประเด็นปัญหาต่างๆยิ่งกว่าผู้โต้แย้งทั้งสองฝ่ายก็ตาม ผู้วินิจฉัยก็ไม่ควรนำความรู้และประสบการณ์ของตนเข้ามาใช้เลย การตัดสินตามแนวในข้อนี้มักใช้แก่การ โต้วาที โดยผู้ตัดสินวางตัวเป็นกลางอย่างแท้จริง การตัดสินของผู้พิพากษาในคดีต่างๆ ที่ทั้งฝ่ายโจทย์และจำเลยได้นำสืบพยานหลักฐานให้ปรากฏต่อศาล ก็จะทำการตัดสินในทำนองที่กล่าวมานี้

2. วินิจฉัยโดยใช้ดุลพินิจของตน พร้อมกับพิจารณาคำโต้แย้งของทั้งสองฝ่ายโดยละเอียด การพิจารณาด้วยวิธีนี้ แท้จริงก็เป็นสิ่งที่บุคคลทั่วๆไปกระทำอยู่แล้วเป็นปกติ

อนึ่งหลังจากที่ได้โต้แย้งไปชั่วระยะหนึ่งแล้ว ถ้าผู้โต้แย้งฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเหตุผลของตนมีน้ำหนักน้อยกว่าเหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่ง ตนก็ควรยอมรับเหตุผลของฝ่ายตรงข้ามนั้นได้ ไม่จำเป็นต้องยืนยันที่จะเอาชนะแต่ฝ่ายเดียว

กล่าวโดยสรุป ในการโต้แย้ง มีข้อที่ควรสังเกต 3 ประการ คือ

ประการแรก เมื่อใดที่เปิดให้มีการโต้แย้งแสดงทรรศนะที่แตกต่างกันขึ้น บุคคลย่อมมีโอกาสพิจารณาแง่มุมของเรื่องต่างๆกว้างขวางรอบคอบขึ้น อาจมองเห็นทั้งผลดีและผลเสีย มองเห็นสิ่งที่อาจมองข้ามไปหรือละเลยไม่สนใจมาก่อนก็เป็นได้

ประการที่สอง กระบวนการโต้แย้งตามที่กล่าวมา อาจทิ้งระยะเร็วช้าเพียงใดก็ได้ อาจทำได้ทั้งการเขียน หรือการพูด อาจโต้แย้งกันระหว่างบุคคลเพียงสองคน หรือหลายๆคน หรือโต้แย้งในนามของกลุ่ม หรือสถาบันก็ได้

ประการสุดท้าย การโต้แย้งไม่ใช่พฤติกรรมอย่างเดียวกันกับการโต้เถียง เพราะการโต้แย้เป็นกระบวนการใช้ความคิด และวิจารณญาณที่อาศัยเหตุผล หลักฐาน และประจักษ์พยานเป็นสำคัญ มีจุดมมุ่งหมายที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพที่ไม่พึงประสงค์ไปสู่สภาพที่พึงประสงค์ ส่วนการโต้เถียงนั้นมักจะหลีกเลี่ยงไม่พ้นการใช้อารมณ์ มุ่งหวังที่จะเอาชนะเป็นสำคัญ จริงอยู่ในกิจกรรมการโต้แย้งในบางโอกาส เช่น การประชุมหรือในการเสนอทรรศนะต่อสาธารณชนทางสื่อมวลชน เราจะเห็นว่าผู้โต้แย้งนั้นเองอาจใช้อารมณ์รุนแรงไปบ้าง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ควรละเว้น

Leave a Reply