การศึกษา

จำนวนกระดูกและการแบ่งกลุ่มของกระดูกโครงสร้างร่างกายของมนุษย์

มนุษย์มีวิวัฒนาการของกระดูกเป็นระบบโครงสร้างร่างกายที่แข็งแรงเพื่อให้กล้ามเนื้อยึดเกาะสำหรับการเคลื่อนไหว รวมทั้งเป็นโครงแข็งเพื่อป้องกันอวัยวะที่อ่อนนิ่มภายใน เช่น สมอง หัวใจ ปอด เป็นต้น

เมื่อโตเต็มที่มนุษย์มีกระดูกประมาณ 206 ชิ้นด้วยขนาดแตกต่างกันทั่วร่างกาย ในวัยเด็กจะมีกระดูกมากถึงประมาณ 350 ชิ้น และบางชิ้นเชื่อมต่อกันในระหว่างการเจริญเติบโต กระดูกจะหยุดการเจริญเติบโตเมื่ออายุประมาณ 25 ปี

โครงกระดูกมนุษย์จัดออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆดังนี้

  1. โครงกระดูกแกนกลาง (Axial skeleton) หมายถึง โครงกระดูกที่อยู่ตามแนวกลางของตัว คือ กะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลัง และกระดูกซี่โครง เพื่อช่วยปกคลุมระบบประสาทส่วนกลางและอวัยวะภายใน
  2. โครงกระดูกแขนง (Appendicular skeleton) หมายถึง โครงกระดูกจางช่วงไหล่ออกไปแขนและมือ รวมทั้งจากช่วงกระดูกเชิงกรานลงไปขาและเท้า โครงกระดูกกลุ่มนี้เป็นโครงสร้างสำหรับอวัยวะที่ใช้ในการเคลื่อนไหว

บริเวณรอยต่อของกระดูกเรียกว่า ข้อต่อ (Joints) ซึ่งช่วยให้มีการเคลื่อนไหวได้ กระดูกแต่ละชิ้นมักจะยึดกันด้วยเอ็น (Tendon) และพังผืด (Ligament) โดยมีกระดูกอ่อนและของเหลวอยู่ระหว่างรอยต่อเพื่อหล่อลื่นและลดความฝืด

กระดูกประกอบด้วยเซลล์ที่มีชีวิต ซึ่งมีสารอินทรีย์เพียงร้อยละ 35 ส่วนที่เหลือเป็นเกลือแร่ร้อยละ 65 โดยเฉพาะเกลือแคลเซียมฟอสเฟส (Ca3(PO4)2) และแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) สารอินทรีย์ส่วนมาก คือ โปรตีนคอลลาเจน (Collagen) ส่วนที่เป็นเกลือแร่นั้นทำให้กระดูกมีลักษณะแข็งคล้ายกับคอนกรีตซึ่งพบเห็นในกระดูกแห้ง ในขณะที่เซลล์กระดูกมีชีวิตอยู่ กระดูกสามารถเจริญเติบโตและซ่อมแซมเชื่อมต่อรอยแตกหักได้ แต่กระดูกแห้งที่เห็นโดยทั่วไปมักเป็นเพียงเกลือแคลเซียมที่ไม่มีเซลล์ที่มีชีวิตเหลืออยู่

กระดูกและข้อต่อเป็นระบบคานที่ทำให้ร่างกายยกของหนักได้ แต่ต้องอาศัยแรงจากเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อลายมีปลายด้านหนึ่งเกาะกับกระดูกชิ้นหนึ่ง แล้วทอดข้ามต่อไปเกาะกับกระดูกอีกชิ้นหนึ่งเมื่อกล้ามเนื้อลายหดตัวกระดูกจึงถูกดึงพับเข้าหากัน ทุกๆการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อลาย จะเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 ชุด เมื่อกล้ามเนื้อชุดหนึ่งหดตัว ชุดตรงข้ามจะยืดตัว

Leave a Reply