การท่องเที่ยว

สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ใกล้จะหายไป

ด้วยสภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทางธรรมชาติทำให้มีหลายสถานที่เกิดการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย รวมถึงความสวยงามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติก็โดนผลกระทบไปตามๆ กัน และจากข่าวว่านิตยสารทราเวล แอนด์ ลีเชอร์ ได้ออกมาเผยรายชื่อ 10 สุดยอดสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่เสี่ยงต่อการถูกทำลาย หรือมีแนวโน้มที่จะสูญสลายหายไปในอนาคตอันใกล้ พร้อมทั้งแนะนำให้รีบเดินทางไปเยือนก่อนที่จะสายเกินไป ก็เป็นสิ่งที่เกิดจากผลกระทบภาวะโลกร้อนเช่นกัน จะมีสถานที่ใดบ้างเราไปดูกันค่ะ

The great barrier reef

แนวปะการังใหญ่ เกรท แบร์ริเออร์ รีฟ (The great barrier reef) ในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย เป็น แนวปะการัง ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเลจำนวนมาก รวมทั้งปะการังชนิดอ่อน และชนิดแข็ง สีสวยกว่า 350 ชนิด ตลอดจนปลา และสิ่งมีชีวิตในทะเลที่น่าพิศวงต่างๆ อีก 1500 ชนิด มีความยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 215,000 ตารางไมล์ (345,000 ตารางกิโลเมตร) แต่อาจจะกลายเป็นสุสานปะการังภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ.2573) หากน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้นเพียง 3–5 องศาฟาเรนไฮต์ ปะการังจะเกิดการฟอกขาว และจะปราศจากสิ่งมีชีวิตในที่สุด

Glacier National Park

อุทยานแห่งชาติกลาเซียร์ Glacier National Park ตั้งอยู่ในรัฐมอนแทนา สหรัฐอเมริกา ที่นี่มีธารน้ำแข็งมากถึง 150 แห่ง ปัจจุบันเหลือเพียง 26 แห่งเท่านั้น และเนื่องจากภาวะโลกร้อนทำให้เกิดฤดูกาลเปลี่ยนแปลง วงจรชีวิตของพืชและสัตว์ก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เช่น ดอกไม้บานก่อนกำหนด ทำให้นกและแมลงมาไม่ทันที่จะช่วยผสมเกสรเป็นต้น ซึ่งหากสภาวะโลกร้อนยังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สถานที่แห่งนี้ก็จะไม่เหมาะสมที่จะเป็นที่อยู่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ท้องถิ่นอีกต่อไป

Maldives

สาธารณรัฐมัลดีฟส์ Maldives เป็นประเทศที่มีพื้นที่ประกอบด้วยหมู่เกาะปะการังจำนวนมากในมหาสมุทรอินเดีย ที่นี่เป็นสถานที่เที่ยวสุดโรแมนติกที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะไปสักครั้ง แต่ที่นี่กลับมีความเสี่ยงที่จะจมหายไปในอนาคต เนื่องจากสาธารณรัฐมัลดีฟส์ มีระดับความสูงจากน้ำทะเลโดยเฉลี่ยเพียง 1.5 เมตร ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ต่ำสุดในโลก และจุดที่สูงที่สุดของประเทศนี้ก็สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงแค่ 2.4 เมตรเท่านั้น หากภาวะโลกร้อนทำให้น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ มัลดีฟส์จะจมหายไปภายในเวลา 7 ปีเท่านั้น

Mount Kilimanjaro

ธารน้ำแข็งบนยอดเขาคิลิมันจาโร Mount Kilimanjaro ประเทศแทนซาเนีย เขาคิลิมันจาโรได้ชื่อว่าเป็นภูเขาไฟยอดเดี่ยวสูงที่สุดในโลกมีธารน้ำแข็งปกคลุมอยู่ด้านบนมานานกว่า 12,000 ปี ซึ่งกำลังละลายหายไปกว่า 80% แล้ว และคาดว่าจะละลายหายไปจนหมดภายในปี 2060 ค่ะ

Indonesia

หมู่เกาะอินโดนีเซีย Indonesia หมู่เกาะใหญ่ที่สุดในโลก หากน้ำทะเลยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ จากภาวะโลกร้อนจะทำให้หมู่เกาะอินโดนีเซียก็จะต้องสูญเสียเกาะไปกว่า 2,000 แห่ง แม้แต่กรุงจาการ์ตาซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ก็จะจมน้ำราว 1 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2050 อีกด้วย

Antarctic Peninsula

คาบสมุทรแอนตาร์กติก Antarctic Peninsula เป็นคาบสมุทรที่ตั้งอยู่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของทวีปแอนตาร์กติกา มีปริมาณน้ำแข็งในทะเลน้อยลงกว่าเดิมถึง 40% และคาดว่าในอีก 20-40 ปีข้างหน้าจะไม่มีน้ำแข็งก่อตัวในทะเลแถบนี้อีกต่อไป นอกจากนี้ยังทำให้ปลาวาฬ แมวน้ำ และเพนกวิน ในแถบนี้ลดลงตามไปด้วย

Alps

เทือกเขาแอลป์ Alps ในเขตประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเทือกเขาที่ใหญ่สุดของทวีปยุโรป มีธารน้ำแข็งที่เกิดจากการสะสมของหิมะจนหนา 45-60 เมตร แล้วเกิดการเคลื่อนตัวลงมาอย่างช้าๆ ก่อนค่อย ๆ ละลายกลายเป็นลำธาร โดยเฉพาะธารน้ำแข็งโรน เป็นส่วนที่ได้รับกระทบจากภาวะโลกร้อนมากที่สุด

The Sundarbans

ป่าโกงกางซันดาร์บานส์ Sundarban ตั้งอยู่บนพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคา แม่น้ำพรหมบุตร  และแม่น้ำเมฆนา ระหว่างพรมแดนของประเทศบังคลาเทศ และประเทศอินเดีย เป็นป่าโกงกางชายฝั่งใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยพื้นที่ 6,000ตร.กม. องค์การยูเนสโกประเมินว่าป่าชายเลนแห่งนี้อาจถูกทำลายลงถึง 75% เมื่อสิ้นศตวรรษที่ 21 เนื่องจากภาวะโลกร้อน และการบุกรุกของมนุษย์

Dead Sea

เดดซี Dead Sea อยู่ระหว่างเขตจอร์แดนและอิสราเอล เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีความเข้มข้นของเกลือสูงมาก รับน้ำจากแม่น้ำจอร์แดน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำเพียงแหล่งเดียวที่จะไหลลงสู่เดดซี แต่เนื่องจากอิสราเอล จอร์แดน และซีเรีย ต่างก็ผันน้ำจืดจากแม่น้ำจอร์แดนไปใช้จนหมด ทำให้ระดับน้ำในเดดซีลดลง และเสียพื้นที่ผิวน้ำไปแล้วถึงหนึ่งในสามในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถ้าหากยังเป็นอยู่อย่างนี้ต่อไปก็จะไม่เหลือน้ำในทะเลเดดซีอีกต่อไป