สิ่งแวดล้อม

พารามิเตอร์ที่จำเป็นต้องวิเคราะห์สำหรับการวางแผนจัดการน้ำเสียชุมชน

พารามิเตอร์ที่จำเป็นสำหรับการวางแผนจัดการน้ำเสียชุมชนได้แก่

บีโอดี5 (BOD5) เป็นพารามิเตอร์ยอดนิยมที่ขาดไม่ได้ในการจัดการน้ำเสีย เนื่องจากเป็นค่าที่สะท้อนให้เห็นถึง ปริมาณออกซิเจนละลาย (dissolved oxygen, DO) ที่จะถูกนำไปใช้ในการย่อยสลายของเสียที่ทิ้งลงสู่แหล่งรองรับน้ำทิ้ง ถ้าน้ำเสียมีค่า BOD5 สูงก็จะทำให้ปริมาณ DO ในแหล่งน้ำลดต่ำลง และเน่าเสียอย่างรวดเร็ว ซึ่งค่ามาตรฐานน้ำทิ้งได้กำหนดให้น้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วมีค่า BOD5 ไม่เกิน 20 mg/l มีหลายคนเข้าใจผิดว่าการวัดค่าดังกล่าวเพียงค่าเดียวก็เพียงพอต่อการวางแฟนจัดการน้ำเสียแล้ว แต่ในความเป็นจริงจะต้องตรวจค่าพารามิเตอร์อื่นๆประกอบด้วย

พีเอช (pH) เป็นดัชนีที่แสดงถึงความเข้มข้นของอนุมูลไฮโดรเจน [H+] ซึ่งสะท้อนถึงสภาพความเป็นกรด-ด่างของน้ำ โดยทั่วไปสิ่งมีชีวิตในน้ำส่วนใหญ่จะดำรงชีวิตได้อย่างเป็นปกติเมื่อค่าพีเอชมีค่าในช่วง 6-8

ของแข็งแขวนลอย (suspended solids, SS) เป็นพารามิเตอร์สำคัญในค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้ง ซึ่งกำหนดให้น้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วจะต้องมีปริมาณของแข็งแขวนลอยไม่เกิน 30 mg/l

น้ำมันและไขมัน (fat oil and grease, FOG)

ฟีคอลโคลิฟอร์มแบคทีเรีย (fecal coliform bacteria) เป็นการตรวจวัดปริมาณแบคทีเรียที่พบในลำไส้ของสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งใช้เป็นตัวแทนของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค การวัดค่า fecal coliform bacteria มีหน่วยเป็น MPN/100 ml สำหรับน้ำเสียชุมชนมักจะมีปริมาณ fecal coliform bacteria สูงมาก จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าไม่จำเป็นต้องตรวจวัดค่าดังกล่าว แต่ในความเป็นจริงค่านี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการออกแบบระบบฆ่าเชื้อโรคโดยบ่อบ่ม (maturation pond) ในระบบบำบัดชนิดบ่อปรับเสถียร แต่ถ้าหากใช้การฆ่าเชื้อโรคด้วยวิธีอื่น เช่น การเติมคลอรีน โอโซน หรือ รังสียูวี ก็ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ปริมาณฟีคอลโคลิฟอร์มแบคทีเรียในน้ำเสีย แต่จะต้องตรวจวัดปริมาณแบคทีเรียดังกล่าวในน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้ว เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของระบบฆ่าเชื้อโรค

Leave a Reply