สิ่งแวดล้อม

มลพิษจากโรงฆ่าสุกร

โดยทั่วไปน้ำเสียจากโรงฆ่าสุกรจะมีลักษณะคล้ายๆกัน กล่าวคือจะมีความสกปรกทั้งในรูปของไขมัน น้ำมัน และสารอินทรีย์ปนเปื้อนอยู่ในปริมาณสูง ถ้าหากมีการระบายน้ำเสียที่ยังมิได้ทำการบำบัดความสกปรกเหล่านี้ก่อนลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยตรง ก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ และประชาชนที่ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำนั้นๆอย่างมาก หรือหากโรงงานมีการบำบัดน้ำเสียที่ไม่เหมาะสม ก็ยังจะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นจากระบบบำบัดส่งผลกระทบต่อชุมชนข้างเคียง ขณะเดียวกันปัญหากลิ่นเหม็นอีกส่วนหนึ่งมักเกิดจากการตกค้างของของเสียที่เป็นของแข็ง เช่น ขน เศษหนัง และเศษกระดูกเป็นต้น หรือมีการกำจัดอย่างๆไม่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล

โรงฆ่าสุกรทั่วประเทศประมาณ 667 แห่ง มากกว่าร้อยละ 95 เป็นโรงงานที่มีขนาดเล็กที่ยังขาดการจัดการด้านของเสีย และน้ำเสียอย่างถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล โรงฆ่าสัตว์เหล่านี้มักก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม ผลการสำรวจโรงงานฆ่าสุกรที่ขึ้นทะเบียนกับโรงงานอุตสาหกรรม 3 โรงงานพบว่าโรงงานทั้งหมดดำเนินการฆ่าสุกร มีกำลังผลิตประมาณ 300-400 ตัวต่อวัน ของเสียที่เกิดขึ้นในโรงงานมีทั้งของเสียที่เป็นของแข็ง เช่น มูลสัตว์ เศษเล็บ เศษอาหารในกระเพาะ ขน และเศษหนัง และของเสียส่วนที่เป็นของเหลว ซึ่งเป็นน้ำเสียจากกระบวนการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการรับและการฆ่า การลวกและถอนขน การแยกเครื่องในและการตัดแต่ง รวมทั้งน้ำทิ้งจากการล้างพื้นโรงงาน อันเป็นขั้นตอนที่กำเนิดน้ำเสียมากที่สุด โดยเฉลี่ยการฆ่าสุกรกำเนิดน้ำเสียระหว่าง 300-500 ลิตรต่อตัว

ในส่วนของการจัดการของเสียที่เป็นของแข็ง ทางโรงงานยังคงมีปัญหาด้านการกัดขนและเล็บสุกร ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆได้ ในด้านการจัดการน้ำเสียจะใช้วิธีบำบัดที่ประกอบด้วยการบำบัดน้ำเสียขั้นต้นก่อน โดยใช้ตะแกรงกรองแล้วจึงติดตามด้วยการบำบัดน้ำเสียขั้นทุติยภูมิ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบบ่อหมักติดตามด้วยบ่อเติมอากาศ และบ่อผึ่ง สำหรับการกำจัดน้ำทิ้งที่ผ่านระบวนการบำบัดแล้ว โรงงานส่วนใหญ่จะนำกลับมารดต้นไม้ภายในโรงงาน

Leave a Reply