การศึกษา

วิธีการเลือกตัวอย่างเพื่อการวิจัยแบ่งได้ 2 แบบ

การเลือกตัวอย่างเพื่อการวิจัยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี คือ วิธีที่ใช้หลักการความน่าจะเป็น และวิธีที่ไม่ใช้หลักการความน่าจะเป็น

1.  วิธีเลือกตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักการความน่าจะเป็น (Non-probability Sampling) เป็นวิธีเลือกตัวอย่าง โดยไม่คำนึงถึงโอกาสของแต่ละหน่วยที่ถูกเลือกมาเป็นตัวอย่างแต่คำนึงถึงความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล คำนึงถึงการลดค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลาในการสำรวจ การเลือกตัวอย่างแบบนี้ผู้สำรวจไม่สามารถประกันได้ว่า ข้อมูลทุกๆหน่วยในประชากรจะมีโอกาสถูกเลือกเป็นตัวอย่างเป็นเท่าใด เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่สามารถประมาณหรือคำนวณความคลาดเคลื่อนของการใช้ตัวอย่าง (Sampling error) ดังนั้น การเลือกตัวอย่างแบบนี้จึงไม่นิยมใช้ แต่อย่างไรก็ตามในบางกรณีการเลือกตัวอย่างแบบนี้อาจใช้ได้ผลดี โดยเฉพาะกลุ่มประชากรที่ไม่สามารถกำหนดกรอบตัวอย่าง หรือเป็นกลุ่มประขากรที่เก็บข้อมูลได้ยาก เช่น กลุ่มที่ติดยาเสพติด หรือกลุ่ม homosexual เป็นต้น การเลือกตัวอย่างวิธีนี้แบ่งออกได้อีกหลายแบบได้แก่ การสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) การสุ่มตัวอย่างแบบโควตา (Quota Sampling) การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

2.  วิธีเลือกตัวอย่างโดยใช้หลักการความน่าจะเป็น (Probability Sampling) วิธีเลือกตัวอย่างแบบนี้ใช้วิธีสุ่มโดยเปิดโอกาสให้ทุกหน่วยในประชากรมีโอกาสถูกเลือกเป็นตัวอย่าง และโอกาสที่แต่ละหน่วยในประชากรมีโอกาสถูกเลือกนั้นอาจจะเท่ากัน หรือไม่เท่ากันก็ได้ในกรณีที่โอกาสถูกเลือกไม่เท่ากัน การกำหนดโอกาสถูกเลือกจะขึ้นอยู่กับขนาดของประชากรหรือความสำคัญของคุณลักษณะบางประการที่ศึกษาก็ได้ กล่าวคือ หน่วยใดของประชากรที่มีขนาดใหญ่หรือมีความสำคัญมากกว่าจะมีโอกาสถูกเลือกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง มากกว่าหน่วยในประชากรที่มีขนาดเล็กกว่า หรือมีความสำคัญน้อยกว่า โอกาสที่ถูกเลือกเป็นตัวอย่างสามารถคำนวณได้เป็นตัวเลข

วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบนี้แบ่งออกได้เป็นหลายแบบ ได้แก่ การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (simple random sampling) การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (systematic sampling) การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (stratified random sampling) การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (cluster sampling) และการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (multistage sampling)

Leave a Reply