การศึกษา

ศิลปะการแสดงลิเกป่า

ศิลปะการแสดงลิเกป่า  กำลังจะหายไปจากสังคมชาวใต้ เนิ่นนานมาแล้วไม่มีใครทราบว่า “ลิเกป่า”  หรือ “ลิเกรำมะนา” หรือ “ลิเกบก” ซึ่งเป็นการละเล่นพื้นเมืองของชาวปักษ์ใต้ของไทยที่น่าสนใจ เป็นที่นิยมกันมากแถบพื้นที่จังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราช หรือภาคใต้ทั่วไป เช่น ระนอง กระบี่ ตรัง สงขลา หรือสตูล มีมาหรือปรากฏตั้งแต่เมื่อใด

เพียงได้รับการบอกเล่าจากคนเฒ่าคนแก่ รุ่นเก่าๆ ว่า พื้นที่ภาคใต้แทบทุกหมู่บ้านเคยมีคณะลิเกป่าแสดงให้คนในชุมชนได้รับชม สะท้อนกระแสนิยมลิเกป่าในครั้งนั้นว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียวศิลปะการแสดงลิเกป่า

กล่าวกันว่า ลิเกป่า เป็นมหรสพการแสดงการละเล่นตั้งแต่ครั้งอดีต ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากแขกเปอร์เซียที่เดินทางไปค้าขายยังดินแดนและแคว้นต่างๆ ยุคที่ตะวันออกกลางรุ่งเรือง ภาษาเปอร์เซีย จะเป็นภาษาที่ใช้กันแพร่หลายในอ่าวเบงกอล ทั้งนำศิลปวัฒนธรรมและความเชื่อ ศาสนา ไปเผยแผ่เกือบทุกเมืองในคาบสมุทรอินเดียผ่านเส้นทางเดินเรือโบราณ รวมถึงหัวเมืองสำคัญทางฝั่งทะเลตะวันตกของประเทศไทย เช่น อาณาจักรศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และอาณาจักรตามพรลิงค์ (พุทธศตวรรษที่ 13-18) เป็นยุคที่ศูนย์กลางการเผยแผ่อิทธิพลสร้างพลังและอำนาจผ่านเมือง 12 นักษัตร หรือหัวเมืองหน้าด่านชายฝั่งสำคัญของแหลมมลายู

เนื้อหาในหนังสือนครศรีธรรมราช พูดถึงความเป็นมาของ ลิเกป่า เอาไว้ว่า ลิเกป่าได้แบบอย่างมาจากพวกแขก กล่าวคือคำว่า “ลิเก” มาจากการร้องเพลงเพื่อสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าของพวกแขกเจ้าเซ็นที่เรียกว่า “ดิเกร์” ซึ่งเป็นภาษาเปอร์เซีย ที่ได้เข้ามามีอิทธิพลตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นชนที่ก่อตั้งอาณาจักรตามพรลิงค์ สมัยพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ที่เรืองอำนาจและมีอาณาจักรครอบคลุมพื้นที่แหลมมลายู หลังจากนั้นก็มีคนไทยเริ่มหัดร้องเพลงดิเกร์กันบ้าง ซึ่งในชั้นแรกมีทำนองการใช้ถ้อยคำเหมือนกับเพลงสวดของแขก แต่เมื่อมีคนไทยนำมาร้องมากขึ้น ก็กลายเป็นแบบไทย แต่จะคงสำเนียงเสียงพูดกันไว้บ้าง และคำว่าดิเกร์ ก็เพี้ยนมาเป็น ลิเก หรือยี่เก ของภาคกลางไทยเรา

อย่างไรก็ตาม อีกกระแสหนึ่งบ้างว่า หากพิจารณาจากเครื่องดนตรีประกอบการแสดงลิเกป่าที่ใช้ประโคมประกอบการเล่น โดยเฉพาะรำมะนา ทำให้การสันนิษฐานว่า การเล่นลิเกป่าอาจจะได้รับแบบอย่างมาจาก “มลายู” เพราะมลายูมีกลองชนิดหนึ่งเรียกว่า “ระบานา” ซึ่งมีสำเนียงคล้ายกับรำมานาของไทย และทุกวันนี้การแสดงหนึ่งของชาวมลายูก็คือ “ดิเกร์ฮูลู” นั่นเอง

ลิเกป่า เคยแพร่หลายอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราช และพัทลุง มีการแสดงในเกือบทุกงาน เช่น งานแต่งงาย บวชนาค งานวัด งานศพ ฯลฯ โรงสำหรับแสดงมีลักษณะคล้ายกับโรงมโนราห์ คือ ปลูกเป็นรูปสี่เหลี่ยม ขนาดกว้างและยาว เท่าๆกับโรงมโนราห์ มีหลังคายกพื้นหรือไม่ยกพื้นก็ได้ ใช้เสื่อปู หน้าโรงโปร่งทั้ง 3 ด้าน ตรงกลางมีฉากหรือม่านกั้น ส่วนหลังโรงใช้เป็นที่แต่งตัวและเก็บเครื่องใช้ไม้สอย ตะเกียงที่ใช้เป็นตะเกียงเจ้าพายุ หรือไม่ก็ใช้ไต้จุดช่วย ส่วนเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง ประกอบด้วย กลองรำมะนา 2-3 ใบ ฉิ่ง 2 คู่ กรับ 1 คู่ ปี่ชวา กลองทัด โหม่ง ฆ้อง และระนาด

การแต่งกายของตัวแสดงส่วนใหญ่จะแต่งกันตามสบายเท่าที่มี มีมากแต่งมาก มีน้อยแต่งน้อย แล้วแต่ผู้แสดงเป็นตัวพระเอกและนางเอก หากเป็นตัวตลก หรือเสนาอำมาตย์ มักแต่งกายอย่างง่ายๆ คือ ไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าถุง แต้มหน้าผาก ทาคิ้ว ให้ดูแล้วน่าขัน เรื่องที่ลิเกป่านิยมเล่นกันมาก ได้แก่ วรรณคดีเก่าๆ เช่น อิเหนา โคบุตร สุวรรณหงส์ ลักษณวงศ์ เป็นต้น หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเองตามยุคสมัยนิยม ส่วนภาษาที่ใช้ไม่ว่าจะเป็นบทร้อง หรือบทเจรจา ภาษามาลายูปนภาษาไทยท้องถิ่น แต่หากเป็นตัวเอกทั้งฝ่ายหญิงฝ่ายชาย จะใช้ภาษาที่ชาวพื้นเมืองเรียกว่า ภาษาข้าหลวง คือเป็นภาษากลาง แต่สำเนียงพูดแปร่งๆ ผิดๆ ถูกๆ หรือที่เรียกกันว่า “พูดสำเนียงทองแดง”

มีการตั้งเป็นข้อสังเกตว่า ช่วงที่ผ่านมาการเล่น ลิเกป่า ในพื้นที่ภาคใต้ แทบหาชมไม่ได้อีกแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งความน่าสนใจกว่าของลิเกภาคกลาง หรือด้วยเนื้อในความเป็นลิเกป่าเอง ซึ่งผู้แสดงส่วนใหญ่ไม่ได้ยึดการแสดงเป็นอาชีพหลัก จึงค่อยๆเสื่อมหายไป เพราะความจริงแล้วลิเกป่า เป็นการแสวงหาความสุขยามว่างงานของคนบ้านนาป่าเขา การแสดงแต่ละครั้งมีการรวมกลุ่มกันอย่างหลวมๆ รายได้จากการแสดงไม่แน่นอน แล้วแต่ข้อตกลงกับเจ้าภาพ

ที่มา : วัฒนธรรมปลายด้ามขวาน วารสารรายสามเดือน ปีที่ 53 ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม 2557