การศึกษา

อวัจนภาษา ภาษาที่ไม่ต้องใช้ถ้อยคำในการติดต่อสื่อสาร

ภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ  คือ ภาษาถ้อยคำ วัจนภาษา อย่างหนึ่ง และภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำ หรือ อวัจนภาษา อีกอย่างหนึ่ง

ในการสื่อสารระหว่างบุคคลด้วยการพูดจากันนั้น มนุษย์ใช้อวัจนภาษาอยู่ตลอดเวลา มิได้ใช้ขณะส่งสารเท่านั้น ยังใช้ขณะที่รับสารด้วย อวัจนภาษาประเภทที่สำคัญๆ มีดังต่อไปนี้

1. การแสดงออกทางดวงหน้า ในขณะที่สื่อสาร ถ้าผู้ส่งสารยิ้มแย้มแจ่มใส ย่อมสื่อความหมายว่า ผู้ส่งสารเต็มใจและพอใจในการสื่อสารนั้น แต่ถ้ามีสีหน้าบึ้งตึง เคร่งเครียด ผู้รับสารอาจรับสารไปในทางตรงข้าม แม้ถ้อยคำที่ใช้จะเป็นคำพูดที่อ่อนหวาน นอบน้อม ก็ตาม

การแสดงออกทางดวงหน้าเป็นเครื่องแสดงเจตนา ในการสื่อสารได้หลายอย่าง เช่น เจตนาที่จะให้เป็นเรื่องจริงจัง ทีเล่นทีจริง ขอร้อง ข่มขู่

2. ท่ายืน ท่านั่ง และการทรงตัว ในขณะที่ส่งสาร ท่ายืน ท่านั่ง และการทรงตัวของผู้ส่งสาร มีผลต่อการรับสารมาก สมมติผู้พูดนั่งไขว่ห้าง หรือยืนล้วงกระเป๋ากางเกง ทรงตัวตามสบาย พูดกับบุคคลที่อาวุโสกว่า และอยู่ในฐานะเป็นญาติผู้ใหญ่ ท่านั่งหรือท่ายืนเช่นนั้นย่อมแสดงความหมายว่า ผู้พูดนั้นขาดความเคารพผู้ใหญ่ แม้เราจะไม่ได้ยินคำพูดของผู้พูดนั้นเลยก็ตาม แต่ถ้าผู้พูดนั่งหรือยืนโดยมือประสานกัน หรือวางฝ่ามือข้างหนึ่งซ้อนบนหลังมืออีกข้างหนึ่ง ทอดไว้ข้าหน้า แขนชิดลำตัว โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ท่านั่งหรือท่ายืนเช่นนี้ ย่อมแสดงความหมายว่า ผู้พูดมีเจตนานอบน้อมต่อผู้รับสารของตน ท่านั่งหรือทายืนในลักษณะอื่นๆ ก็ล้วนแต่แสดงความหมายต่างๆกันไปได้ทั้งสิ้น

3. การแต่งกาย การแต่งกายให้เหมาะแก่กาลเทศะและสภาพแวดล้อมทางสังคม มีผลสำคัญต่อการสื่อสารเช่นเดียวกัน สมมติว่า เรามีโอกาสได้ฟังการบรรยายในหอประชุมแห่งหนึ่ง เรื่อง อันตรายจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ เราเห็นผู้ที่ขึ้นมาพูดบนเวทีสวมรองเท้าแตะ นุ่งกางเกงยีน สวมแวนตาสีดำ เราคงแปลกใจและเสื่อมศรัทธาในตัวผู้พูด และบางทีอาจล้มเลิกความตั้งใจที่จะฟังเสียเลยก็เป็นได้ แต่ถ้าผู้บรรยายแต่งตัวเรียบร้อย สวมเสื้อ กางเกงอย่าสุภาพ ถ้าสวมแว่นตาก็เป็นแว่นสีขาว หรือสีอ่อน เราก็คงรับสารว่า ผู้พูดเป็นคนสุภาพและเราเริ่มมีความเชื่อถือ

4. การเคลื่อนไหว ในขณะที่พูด ผู้พูดย่อมเคลื่อนไหวบ้างเป็นธรรมดา ทั้งนี้ต้องให้พอเหมาะแก่เนื้อหาของสารและเจตนาในการส่งสาร จึงจะช่วยให้เกิดการสื่อสารที่ดี

5. การใช้มือและแขน การใช้มือและแขนให้สอดคล้องกับคำพูด จะช่วยเน้นความหมายของสารที่ส่งออกไปได้มาก เช่น ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นให้มีระยะห่างต่างๆกันไป ก็จะบอกขนาดให้ผู้ฟังเห็นภาพได้ง่าย ถ้ายกแขนและกำมือแน่น จะบอกความสำคัญของสิ่งที่กำลังพูดอยู่ การผายมือหรือชี้มือไปจะช่วยบอกทิศทาง แต่การใช้มือและแขนไม่เหมาะหรือขัดแย้งกับถ้อยคำที่พูด ความสับสนในการสื่อสารหรือความน่าขบขันก็จะเกิดขึ้น

6. การใช้นัยน์ตา นัยน์ตาของผู้พูดทั้งแววตาและสายตา สามารถส่งสารไปยังผู้ฟังได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารที่แสดงอารมณ์ และความรู้สึกต่างๆ เช่น ความแปลกใจ ความสนใจ ความจริงใจ ความมั่นใจ ความลังเลใจ

7. การใช้น้ำเสียง คำพูดคำเดียวกัน เปล่งออกด้วยน้ำเสียงต่างกัน จะสื่อความหมายต่างๆกันไปได้ ขึ้นอยู่กับความดังของเสียง ความสูงต่ำของเสียง และความสั้นยาวของเสียง เช่น ถ้าเราเปล่งเสียงดังเกินไป สั้นและกระชั้นมาก เป็นเสียงกระโชกโฮกฮาก ก็แสดงความไม่สุภาพ หรือแสดงการข่มขู่ แต่ถ้าเปล่งเสียงพอให้ผู้ฟังได้ยิน ยืดเสียงให้ยาวเล็กน้อย และให้มีระดับสูงขึ้น ก็จะกลายเป็นเสียงนุ่มนวลน่าฟังขึ้น ถ้าใช้เสียงค่อยเกินไปก็อาจแสดงความลังเล ไม่แน่ใจ หรือขาดความมั่นใจ ถ้าลากเสียงให้ยาวยิ่งขึ้นก็อาจเป็นการแสดงเจตนาพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เตือนหรือปรามก็ได้

Leave a Reply