การศึกษา

เครื่องมือการวิจัยที่ใช้เก็บรวบรวบข้อมูลทางสังคมศาสตร์ที่นิยม

เครื่องมือการวิจัยที่ใช้เก็บรวบรวบข้อมูลทางสังคมศาสตร์ที่นิยมใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม (Questionnaire) แบบสัมภาษณ์ (Interview) แบบวัดความรู้หรือแบบทดสอบ (Test) แบบวัดสเกล (Scale) แบบบันทึกข้อมูล (Record) แบบบันทึกการสังเกต (Observation) และผู้วิจัยเอง

1.  แบบสอบถาม (Questionnaire) นิยมใช้เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลชนิดปฐมภูมิ (Primary data) เนื่องจากประหยัดเวลาและงบประมาณ ใช้ง่าย ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลจากตัวอย่างจำนวนมากๆได้ โดยแจกให้ผู้ตอบตอบเองและสามารถส่งกลับถึงผู้วิจัยทางไปรษณีย์ ผู้ตอบสามารถตอบได้โดยอิสระ (กรณีที่ผู้ตอบตอบเอง) หรือสามารถตอบโดยการพูดหรือซักถามจากผู้วิจัยได้ แต่อาจมีปัญหาด้านความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่อาจมีผลต่อผู้ตอบ หรือข้อมูลที่ผู้ตอบไม่อยากเปิดเผย และมักพบปัญหาการตอบกลับกรณีให้ส่งกลับทางไปรษณีย์ (โดยทั่วไปอัตราการตอบกลับประมาณร้อยละ 30-60 เท่านั้น) หากนักวิจัยใช้แบบสอบถามประกอบการสัมภาษณ์หรือรอรับคืนจะช่วยลดปัญหาได้

2.  แบบสัมภาษณ์ (Interview) นับเป็นเครื่องการวิจัยทางสังคมศาสตร์ที่ผู้วิจัยนิยมใช้เก็บข้อมูลอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากเป็นข้อมูลที่จะให้ได้ข้อมูลการวิจัยที่ละเอียดกว่าการใช้แบบสอบถามและได้ข้อมูลไม่ครบ บางข้อผู้ตอบไม่ตอบ หรือไม่เข้าใจแบบสัมภาษณ์ส่วนใหญ่เป็นแนวคำตอบที่ผู้วิจัยกำหนดขึ้นประกอบการสัมภาษณ์ว่า จะสัมภาษณ์อะไรบ้าง มีขอบเขตแค่ไหน แต่ไม่ละเอียดชัดเจนเหมือนแบบสอบถาม มีความยืดหยุ่นดีกว่า ปรับเปลี่ยนได้ง่าย ผู้ตอบหากมีข้อสงสัยสามารถซักถามได้ แต่อาจสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากกว่า ใช้เวลามากกว่าแบบสอบถาม ผู้สัมภาษณ์อาจมีผลต่อคำตอบของผู้ตอบและอาจมีข้อจำกัดในด้านการใช้ภาษาพูด ตลอดจนข้อคำถามที่อาจทำให้ผู้ตอบอายไม่กล้าตอบ

3.  แบบทดสอบหรือแบบวัดความรู้ (Test) เป็นชุดคำถามที่ใช้วัดความสามารถ ความถนัด ความรู้เฉพาะเรื่อง เป็นต้น อาจมีลักษณะคำถามเป็นแบบปรนัย หรืออัตนัยก็ได้ ผู้ทำการวิจัยต้องทดสอบความถูกต้องของเนื้อหา (Content validity) และหาความน่าเชื่อถือหรือความเที่ยง (Reliability) ก่อนนำไปใช้ เพื่อให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือดีขึ้น แบบทดสอบหรือแบบวัดความรู้นี้ ส่วนใหญ่นิยมใช้แบบปรนัย

4.  แบบวัดสเกล (Scale) เป็นชุดของรายการคำถาม ส่วนใหญ่นิยมใช้วัดเจตคติ ความคิดเห็น ความเชื่อ หรือแรงจูงใจ เป็นต้น มีลักษณะที่สำคัญดังนี้

1.  มีระดับความเข้มให้ผู้ตอบเลือก 3 ระดับ หรือ 5 ระดับ (มี 2 วิธีที่นิยมใช้ คือวิธีของ Likert และวิธีของ Osgood) เช่น “เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย” หรือ “เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง”

2.  มีแนวคำตอบทั้งเชิงบวกและเชิงลบ เช่น

คำถามเชิงบวก “การป้องกันการติดเชื้อเอดส์ที่ดีที่สุดคือการไม่สำส่อนทางเพศ”

ความคิดเห็น “เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง”

คำถามเชิงลบ “ค่านิยมทางเพศบางอย่างเช่นการเลี้ยงดูปูเสื่อมีผลต่อการระบาดของโรคเอดส์น้อย”

ความคิดเห็น “เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง”

3.  สามารถปรับความคิดเห็นหรือความเชื่อดังกล่าวเป็นระดับคะแนนได้ เช่น ลักษณะคำถามเชิงบวก คำตอบความคิดเห็น “เห็นด้วยอย่างยิ่ง ได้ 5 คะแนน แล้วลดลงตามดับ เหลือ 1 คะแนน” ลักษณะคำถามเชิงลบ คำตอบความคิดเห็น “เห็นด้วยอย่างยิ่งได้ 1 คะแนน แล้วเพิ่มขึ้นตามลำดับจนได้ 5 คะแนน”

5.  แบบบันทึกข้อมูล (Record) ส่วนใหญ่ใช้เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่แล้ว หรือข้อมูลทุติยภูมิ เช่น ข้อมูลจากการจดทะเบียนต่างๆ ข้อมูลจากรายการ หรือข้อมูลที่มีผู้อื่นศึกษาไว้แล้ว เครื่องมือชนิดนี้สะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ข้อมูลที่ได้มาอาจมีปัญหาด้านความสมบูรณ์ ความน่าเชื่อถือ และความทันสมัยของข้อมูล

6.  การจดบันทึกจากการสังเกต (Observation) ในการเก็บข้อมูลประกอบ หรือข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องปัญหาสุขภาพนั้น บางครั้งมีความจำเป็นต้องอาศัยการสังเกต การสังเกตอาจเป็นแบบมีส่วนร่วม (Participant observation) หรือแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-participant observation) ก็ได้ ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต ผู้วิจัยต้องรีบจดบันทึก ซึ่งอาจมีปัญหาด้านความลำเอียง และการแปลผลของผู้สังเกตได้

7.  ผู้วิจัย (กรณีการวิจัยเชิงคุณภาพ) ผู้วิจัยจะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูลในกรณีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยผู้วิจัยจะใช้เทคนิคในการรวบรวมข้อมูลที่ไม่ใช่เชิงปริมาณ เช่น การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth interview) การอภิปรายกลุ่มย่อย (Focus group discussion) และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant observation) เป็นต้น

Leave a Reply