สุขภาพ

เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคเอดส์คุณสมบัติของเชื้อไวรัส HIV และวิธีการติดต่อของโรคเอดส์

โรคเอดส์ หรือโรคกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS มาจากคำว่า Acquired immune deficiency syndrome) พบครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1981 แต่สามารถเพาะเลี้ยงแยกเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ได้ในปี ค.ศ. 1983 โดยคณะของโรเบิร์ต ซี. แกลโค (Robert C. Gallo) แห่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา และลุคมองแตนิเยร์ (Luc Montagnier) ชาวฝรั่งเศส จากสถาบันปาสเตอร์แห่งกรุงปารีส ทั้งสองท่านต่างฝ่ายต่างทำการแยกเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ได้ โดย มองแตนิเยร์แยกได้จากต่อมน้ำเหลืองที่บวมโตของผู้ป่วยที่มีอาการเริ่มต้นของโรคเอดส์ จึงเรียกว่า LAV (lymphadenopathy associated virus) ในขณะที่คณะของแกลโลแยกเชื้อได้จากเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วย จึงเรียกเชื้อไวรัสนี้ว่า HTLV-III (human T cell lymphotropic virus type III) ซึ่งเชื้อทั้งสองนี้มีสมบัติต่างๆเหมือนกัน ในปี ค.ศ. 1986 คณะกรรมการการตั้งชื่อไวรัส จึงตั้งชื่อเชื้อนี้ว่า human immunodeficiency virus (HIV) เชื้อ HIV เป็น RNA ไวรัสสายเดี่ยว (single stranded RNA) จัดอยู่ในตระกูลรีโทรวิริดี ตระกูลย่อยเลนติวิรินี (Lentivirinea) จีนัสเลนติไวรัส (Lentivirus) ที่จัดเป็นพวกรีโทรไวรัส เนื่องจากมีเอนไซม์รีเวิร์สทรานสคริปเทส (RT) หรือ อาร์ดีเอ็นเอพีเดนท์ดีเอ็นเอโพลีเมอเรส (RNA dependent DNA polymerase) สามารถสร้าง DNA ที่เป็นคู่สมกับ RNA ยีโนม โดยใช้ RNA เป็นแม่พิมพ์ (template)

สมบัติของเชื้อ HIV

  1. ยีโนมเป็น RNA สายเดี่ยว 2 โมเลกุลเหมือนกัน
  2. มีเอนไซม์รีเวิร์สทรานสคริปเทส
  3. มีรูปร่างกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 100-120 นาโนเมตร มีโปรตีนแกนกลางเป็นรูปทรงกระบอก มีแคพซิดทรงกลมล้อมรอบ ถัดมาเป็นเอนเวลโลปที่ได้จากเยื่อหุ้มเซลล์ เอนเวลโลปมีไกลโคโปรตีนยื่นโดยรอบเป็นสไปค์
  4. เชื้อมีความจำเพาะ ติดเชื้อในที-เฮลเปอร์ (T-helper) เซลล์ได้ดีกว่าเซลล์ชนิดอื่น และเซลล์ระบบประสาท จึงจัดเป็นไวรัสที่ชอบเม็ดเลือดขาวและชอบเซลล์ประสาท (lymphotropic และ neurotropic virus) และยังติดเชื้อในเซลล์อื่นๆอีก เช่น บีลิมโฟไซสต์ (B lymphocyte) แมโครเฟจ (macrophage) เป็นต้น
  5. เชื้อ HIV ตายง่าย สามารถถูกทำลายด้วยการต้มเดือดนาน 20 นาที หรือใช้หม้อนึ่งที่ความดัน 121 องศาเซลเซียสเป็นเวลานาน 20 นาที หรือเผามนเตาอบแห้งที่ 170 องศาเซลเซียส 2 ชั่วโมง หรือแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อ 30 นาที น้ำยาที่ใช้ ได้แก่ โซเดียมไฮโปรคลอไรต์ 0.1-0.5 % เอทานอล 70 % ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ 70 % โพวิโดนไอโอดีน 2.5 % ฟอร์มาลิน 4 %  กลูตาราลดีไฮด์ 2 %  และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 6 %

วิธีการติดต่อของเชื้อ HIV

เชื้อ HIV ตรวจพบได้ในเลือดและสรคัดหลั่งต่างๆ ตลอดจนพบในอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อเมือกหรือผิวหนังที่มีบาดแผล

การติดต่อของเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้แก่

  1. ทางเพศสัมพันธ์ เชื้อสามารถแพร่ได้จากชายสู่ชาย ชายสู่หญิง และหญิงสู่ชาย ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์สำส่อนมีโอกาสรับเชื้อได้สูง โอกาสการติดเชื้อจะยิ่งมากขึ้น ถ้ามีปัจจัยร่วม เช่น มีแผลที่อวัยวะเพศ เป็นกามโรค ร่วมเพศทางทวารหนัก เป็นต้น
  2. โดยได้รับเลือดหรือพลาสมา หรือส่วนประกอบของเลือดที่มีเชื้อ รวมถึงการได้รับเชื้อจากเข็มฉีดยาหรือของมีคมที่เปื้อนเลือดของผู้ติดเชื้อ การปลูกถ่ายอวัยวะและการผสมเทียม โอกาสติดเชื้อจะขึ้นกับระยะการติดเชื้อและจำนวนไวรัสที่อยู่ในเลือด และปริมาณเลือดที่ได้รับ
  3. ติดต่อจากแม่ที่ติดเชื้อไปสู่ทารก พบได้ตั้งแต่ระยะที่อยู่ในครรภ์ ระยะคลอด ระยะเลี้ยงดูหลังคลอด

Leave a Reply