สุขภาพ

งานวิจัยสมุนไพรรักษาโรค มือ-เท้า-ปาก

โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand, foot, and mouth disease) เป็นโรคที่พบการแพร่ระบาดในเด็กทุกๆ ปี ส่วนใหญ่จะเกิดในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี สาเหตุมาจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส โดยแต่ละสายพันธุ์จะทำให้เกิดอาการหนักเบาแตกต่างกันไปมือ เท้า ปาก

อาการที่พบคือ เจ็บปาก มีแผลเล็กๆในปาก หลายจุด ทำให้เด็กกินข้าวไม่ได้ และมีผื่นเป็นจุดแดง หรือเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และพบตามลำตัว แขน ขา หรือตามก้นก็พบได้ ซึ่งอาการเหล่านี้ในรายที่เป็นไม่มากก็จะดีขึ้นเองในประมาณ 1 สัปดาห์ แต่สิ่งที่ควรระวัง คืออาการแทรกซ้อนจากเชื้อ Enterovirus 71 (EV71) ที่มักก่อเกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ คือ ก้านสมองอักเสบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง

ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาเชื้อไวรัสชนิดนี้ และยังไม่มีวัคซีนที่จะได้ผลในการป้องกันเชื้อไวรัสในกลุ่มนี้ หลักการรักษาคือรักษาตามอาการของผู้ป่วย เช่น หากเด็กเพลียจากการรับประทานอาหารไม่ได้ ก็พยายามให้รับประทานอาหารอ่อน หรือหยอดยาชาในปากเพื่อไม่ให้เจ็บแผล ในกรณีที่อยู่ในโรงพยาบาลก็จะให้น้ำเกลือ แต่หากในกรณีที่รุนแรงมาก เช่น มีอาการทางสมอง ก็จะใช้ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน และพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด

สำหรับสมุนไพรที่เคยมีการทำวิจัยในโรค มือ-เท้า-ปาก คือ ฟ้าทลายโจร (Andrographis paniculata (Burm.F.) Nees.) เป็นงานวิจัยที่ทำในประเทศจีน โดยนักวิจัยได้สกัดสาระสำคัญของฟ้าทลายโจรและทำให้อยู่ในรูปแบบของยาฉีด คือ Andrographolide Sulfonate injection

งานวิจัยนี้ทำในเด็กที่เป็นโรค มือ-เท้า-ปาก อายุ 1-13 ปี จำนวน 230 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะได้รับการรักษาแบบแผนเดิมร่วมกับ Andrographolide Sulfonate injection อีกกลุ่มจะได้รับการรักษาแบบแผนเดิม โดยติดตามผล 7-10 วัน ผลที่พบคือ กลุ่มแรกจะพบอาการแทรกซ้อนแบบรุนแรงน้อยกว่ากลุ่มที่สองอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังทำให้ไข้ลดลงได้เร็วขึ้น ทำให้แผลที่ผิวหนังและแผลในปากหายมากกว่ากลุ่มที่รักษาแบบแผนเดิม และไม่พบการเสียชีวิตรวมทั้งผลข้างเคียงที่รุนแรงในกลุ่มทดลอง

นอกจากนี้หากมีแผลในปากก็สามารถใช้กลีเซอรีนพญายอหยอดบริเวณแผลได้ เนื่องจากในใบพญายอมีสารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ทำให้แผลหายเร็วขึ้นและปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง

โดยสรุปแล้วการป้องกันโรคนี้อาจจะดีที่สุด เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ ผู้ปกครองควรฝึกให้เด็กๆ หมั่นล้างมือให้สะอาดหลังจากหยิบจับสิ่งของ ก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง ทางโรงเรียนก็ควรจะแยกผู้ป่วยเอาไว้ไม่ให้สัมผัสกับเด็กคนอื่น ทำความสะอาดของเล่น ห้องเรียนเพื่อลดการแพร่ระบาด อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะระวังมากแค่ไหน เด็กๆ ก็อาจมีโอกาสรับเชื้อมาได้ ผู้ปกครองก็ควรดูแลอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนต่างๆ

ที่มา : อภัยภูเบศสาร ปีที่ 12 ฉบับที่ 133 ประจำเดือนกรกฎาคม 2557