ความเป็นมาและนโยบายของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

ความเป็นมา เนื่องจากคดีทรัพย์สินทางปัญญาและคดีการค้าระหว่างประเทศมีความยุ่งยากซับซ้อนและมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีอาญาและคดีแพ่งทั่วไป กระทรวงยุติธรรมจึงได้เสนอโครงการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเพื่อให้เป็นศาลชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและคดีการค้าระหว่างประเทศโดยผู้พิพากษาซึ่งมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และมีบุคคลภายนอกซึ่งมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวเข้าร่วมพิจารณาพิพากษาคดีด้วย เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights หรือ TRIPs) ปัจจุบันศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีเพียงแห่งเดียว คือ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เปิดทำการเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2540 ตั้งอยู่เลขที่ 34 ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพฯ นโยบายของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ 1.       เป็นการพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่องด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต รวดเร็ว เที่ยงธรรม และมีประสิทธิภาพ 2.       ส่งเสริมให้คู่ความสามารถกำหนดแนวทางการดำเนินคดีได้เอง 3.       จัดให้มีระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อยังให้เกิดการประนีประนอมยอมความในชั้นศาล 4.       นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และอุปกรณ์สำนักงานอัตโนมัติ มาใช้ในการบริหารและปฏิบัติงาน 5.       จัดระบบการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ทั้งภายในและภายนอกให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพ ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนกับศาล 6.       เสริมสร้างวัฒนธรรมองค์การให้มีบรรยากาศเป็นมิตร มีขั้นตอนการดำเนินงานที่โปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ 7.       ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเพื่อสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายในระดับสากล 8.       ประสานความร่วมมือทางวิชาการกับองค์การอื่นทั้งในและระหว่างประเทศ 9.      …

อนุสิทธิบัตรหนังสือสำคัญเพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์

อนุสิทธิบัตร คือ หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตรและสิทธิบัตรการประดิษฐ์ต่างมีขอบเขตให้ความคุ้มครองการประดิษฐ์เช่นเดียวกัน แต่อนุสิทธิบัตรเป็นการประดิษฐ์ที่มีเทคนิคไม่สูงมากนัก อาจเป็นการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย ส่วนสิทธิบัตรการประดิษฐ์จะต้องมีการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคของสิ่งที่มีมาก่อน หรือที่เรียกว่า มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น แต่ก็ยังมีลักษณะของการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ที่สมควรจะให้ความคุ้มครอง ด้วยการออกเอกสารแสดงสิทธิเพื่อให้เจ้าของการประดิษฐ์ดังกล่าว สามารถที่จะหาประโยชน์จากการเป็นเจ้าของการประดิษฐ์นั้นได้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการประดิษฐ์ใหม่ๆขึ้น เป็นผลให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาการและทางเศรษฐกิจ ตลอดจนมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชน ด้วยผลพลอยได้จากการประดิษฐ์นั้น ด้วยวัตถุประสงค์ดังกล่าว พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ. 2542 ได้มีการเพิ่มเติมหลักเกณฑ์อันเกี่ยวกับอนุสิทธิบัตรไว้ในหมวด 3 ทวิ ว่าด้วยอนุสิทธิบัตร ขั้นตอนการขอรับอนุสิทธิบัตร จะใช้เวลาสั้นกว่าสิทธิบัตรการประดิษฐ์มาก เนื่องจากใช้ระบบจดทะเบียน แทนการใช้ระบบที่ต้องมีการตรวจสอบก่อนการรับจดทะเบียน นอกจากนี้ ผู้ประดิษฐ์คิดค้น สามารถเลือกได้ว่า จะยื่นขอความคุ้มครองสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จะขอความคุ้มครองทั้งสองอย่างพร้อมกันไม่ได้ พระราชบัญญัติสิทธิบัตร กำหนดให้ความคุ้มครองอนุสิทธิบัตร เฉพาะการประดิษฐ์เท่านั้นไม่รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์แต่อย่างใด โดยจำกัดความของคำว่า อนุสิทธิบัตร ตามมาตรา 3 ได้บัญญัติว่า “อนุสิทธิบัตร หมายความว่า หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ตามที่กำหนด…” ดังนั้น อนุสิทธิบัตร จึงคุ้มครองเฉพาะการประดิษฐ์เท่านั้น

ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับสิทธิบัตรหลักการใช้งานสิทธิบัตร

–     การประดิษฐ์คิดค้น หรืออกแบบผลิตภัณฑ์ขึ้นใหม่ แล้วมีการนำออกไปเปิดเผยผ่านทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์มาก่อน ถือว่าสิ่งที่ได้ประดิษฐ์คิดค้น หรือออกแบบผลิตภัณฑ์ขึ้นนั้น ไม่เป็นสิ่งประดิษฐ์ หรือออกแบบผลิตภัณฑ์ขึ้นใหม่ทันที ทั้งนี้เพราะ สิ่งที่ขอรับสิทธิบัตรได้ จะต้องเป็นการประดิษฐ์คิดค้นหรือออกแบบผลิตภัณฑ์ขึ้นใหม่ และยังไม่เคยมีการเปิดเผยสาระสำคัญมาก่อนไม่ว่าในหรือต่างประเทศ เว้นแต่ เป็นการแสดงในงานที่หน่วยงานราชการได้จัดให้มีขึ้น ถือว่ายังมีสิทธิที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ ทั้งนี้จะต้องนำไปจดทะเบียนภายใน 12 เดือน นับแต่วันเปิดงานแสดง –     การจดทะเบียนสิทธิบัตรในประเทศไทย จะให้ความคุ้มครองเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น หากต้องการจะได้รับความคุ้มครองที่ประเทศใด ก็ต้องไปยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรในประเทศนั้นๆ และการยื่นขอจดทะเบียนในต่างประเทศ จะต้องยื่นภายในเวลาที่กฎหมายแต่ละประเทศกำหนด ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงเวลา 12-18 เดือน นับจากวันยื่นครั้งแรก –     เมื่อได้ยื่นคำขอสิทธิบัตรไว้แล้ว ก่อนการประกาศโฆษณา เจ้าหน้าที่จะต้องปกปิดไว้เป็นความลับ และในระหว่างการพิจารณารับจดทะเบียน หากมีการลอกเลียนแบบ แม้ว่าผู้ขอยังไม่มีสิทธิตามกฎหมาย แต่ก็สามารถที่จะยื่นหนังสือเตือนให้ผู้ลอกเลียนแบบทราบ เมื่อได้รับการจดทะเบียนแล้ว หากผู้ลอกเลียนแบบยังไม่ยุติการกระทำ ผู้ขอสามารถดำเนินการตามสิทธิที่ได้รับตามกฎหมายได้ทันที และสามารถเรียกร้องย้อนไปถึงวันประกาศโฆษณาตามขั้นตอนการขอรับสิทธิบัตร –     เนื่องจากกฎหมายสิทธิบัตรไทยใช้หลักปฏิบัติเยี่ยงคนในชาติ หรือหลักต่างตอบแทน ที่ยอมให้คนที่มีสัญชาติประเทศอื่นยื่นขอรับสิทธิบัตรในประเทศไทยได้ หากว่ากฎหมายภายในประเทศนั้นยินยอมให้คนไทยสามารถยื่นสิทธิบัตรได้ ดังนั้นคนไทยก็สามารถยื่นขอรับสิทธิบัตรในต่างประเทศได้ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี…

ลักษณะทั่วไปของลิขสิทธิ์ความแตกต่างระหว่างลิขสิทธิ์กับกรรมสิทธิ์

1.  ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียว เจ้าของลิขสิทธิ์นั้น มีอำนาจห้ามบุคคลอื่นๆมิให้ลอกเลียนแบบผลงานของเขาได้ หรือมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการบางอย่างเกี่ยวกับงานลิขสิทธิ์ที่ตนเป็นเจ้าของ หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นสิทธิเด็ดขาด แต่ไม่ใช่เป็นสิทธิ์ในการผูกขาด (Monopoly) พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ได้มีบทบัญญัติที่สอดคล้องกับลักษณะของลิขสิทธิ์ในข้อนี้ โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 4 ว่า “ลิขสิทธิ์ หมายความว่า สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะทำการใดๆตามพระราชบัญญัติเกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น” คำว่าสิทธิแต่ผู้เดียว จึงย่อมเป็นลักษณะของสิทธิเด็ดขาดของเจ้าของลิขสิทธิ์ 2.  ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิในทางทรัพย์สิน ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิที่เป็นทรัพย์สินรูปหนึ่ง โดยมีวัตถุแห่งสิทธิเป็นอำนาจหวงกันมิให้ผู้อื่นมาละเมิดสิทธิทั้งหลายที่ตนมีอยู่ เจ้าของลิขสิทธิ์จึงสามารถโอนสิทธิของตนให้ผู้อื่นไปทั้งหมดหรือแต่บางส่วนได้ หรือสามารถอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิของตนได้ 3.  ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิที่มีจำกัดเวลา ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิในทางหวงกันที่เจ้าของลิขสิทธิ์ได้มาเป็นการตอบแทนแก่การทุ่มเทกำลังกาย กำลังสติปัญญา สร้างสรรค์งานขึ้นมาเป็นประโยชน์แก่สังคม และในขณะเดียวกัน ก็คำนึงถึงประโยชน์ของสังคมที่จะได้ใช้งานนั้นด้วย อายุของลิขสิทธิ์จึงถูกกำหนดไว้ด้วยเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งน่าจะเป็นการตอบแทนที่พอสมควรแก่ผู้สร้างสรรค์งานนั้น ส่วนจะเป็นระยะเวลาเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับความตกลงในประเทศหรือกฎหมายภายในของประเทศนั้น 4.  ลิขสิทธิ์เป็นสหสิทธิ์ หมายความว่า เจ้าของลิขสิทธิ์ จะมีสิทธิอยู่หลายประการ คือ สิทธิในการทำซ้ำ สิทธิในการดัดแปลง สิทธิ์ในการเผยแพร่ต่อสาธารณะชน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเจ้าของลิขสิทธิ์จึงอาจจะโอนหรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิทั้งหมดรวมกันหรือแยกกันก็ได้ 5.  ลิขสิทธิ์แยกต่างหากจากกรรมสิทธิ์ กรรมสิทธิ์เป็นทรัพย์สินซึ่งมีวัตถุแห่งสิทธิเป็นตัวทรัพย์ และกรรมสิทธิ์จะติดมากับตัวทรัพย์เสมอ และมีอำนาจจำหน่าย จ่าย โอนตัวทรัพย์ และติดตามเอาทรัพย์นั้นคืนได้…

ระบบลิขสิทธิ์ที่สำคัญในโลกระบบสิทธิต่างๆที่สำคัญ

1.  ระบบสิทธิของผู้สร้างสรรค์ หรือระบบภาคพื้นยุโรป เน้นความสำคัญที่ผู้สร้างสรรค์งาน หมายความว่า สิทธิในงานนั้นเกิดมาจากการสร้างสรรค์ส่วนบุคคล ซึ่งนอกจากจะมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการเผยแพร่งานนั้นแล้วยังมีสิทธิป้องกันหรือห้ามปรามผู้อื่นไม่ให้บิดเบือนหรือใช้งานของเขาในทางที่ผิด โดยเน้นสิทธิในทางศีลธรรม   2.  ระบบสิทธิในการทำสำเนาหรือระบบแองโกล แซกซัน ซึ่งมีแนวความคิดจากประเทศอังกฤษคุ้มครองการลงทุนของผู้ขายหนังสือ เน้นเหตุผลในทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ดังนั้น ใครก็ตามที่ได้สร้างสรรค์งานขึ้นมาและลงทุนไปในการสร้างและขาย ย่อมต้องได้รับความเสี่ยงจากการลงทุนนั้น เข้าผู้นั้นก็ควรมีสิทธิได้รับผลประโยชน์จากงานนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อได้มีการก่อตั้งสหภาพเบอร์น ได้มีการประสานระบบทั้งสองเข้าด้วยกันโดยนำหลักการในเรื่องสิทธิในทางศีลธรรมของผู้สร้างสรรค์ละสิทธิทางเศรษฐกิจมาใช้ด้วยกันในอนุสัญญาว่าด้วย การคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม 3.  ระบบสังคมนิยม เน้นงานที่สร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวม ซึ่งต้องเป็นเหตุผลที่รัฐสังคมนิยมจะต้องพิจารณาก่อนว่า งานที่สมควรจะได้รับการเผยแพร่นั้นจะต้องเป็นงานที่รัฐเห็นว่าจะสนองต่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวมมากที่สุดภายใต้การควบคุมของรัฐ

ความเป็นมาของกฎหมายลิขสิทธิ์ในประเทศไทย

ความเป็นมาของกฎหมายลิขสิทธิ์ในประเทศไทย เริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีการจัดตั้ง “หอพระสมุดวชิรญาณ” เมื่อปี พ.ศ. 2424 โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มี คณะกรรมการบริหารหอพระสมุด ชื่อว่า “กรรมสัมปาทิกสภา” คณะกรรมการดังกล่าว ได้จัดพิมพ์หนังสือวชิรญาณวิเศษ โดยนำเรื่องต่างๆที่ช่วยกันนิพนธ์ลงพิมพ์ และได้มีการประชุมหารือกัน ออกเป็นประกาศห้ามมิให้ผู้ใดเอาข้อความจากหนังสือวชิรญาณวิเศษไปตีพิมพ์เย็บเป็นเล่ม หรือคัดเรื่องหนึ่งเรื่องใดไปตีพิมพ์ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากกรรมสัมปาทิกสภาเท่านั้น มีข้อพึงสังเกตว่า ประกาศดังกล่าวไม่ได้มีการกำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนไว้แต่อย่างใด พ.ศ. 2444 ได้มีการออกพระราชบัญญัติกรรมสิทธิ์ผู้แต่งหนังสือ ร.ศ.120 (พ.ศ. 2444) กำหนดให้ผู้มีกรรมสิทธิ์ในหนังสือมีอำนาจที่จะพิมพ์ คัด แปล จำหน่าย หรือขายหนังสือที่ตนมีกรรมสิทธิ์นั้นได้แต่เพียงผู้เดียว ระยะเวลาของกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายฉบับนี้คือ ตลอดอายุของผู้แต่งหนังสือและอีก 7 ปีหลังผู้แต่งถึงแก่ความตาย แต่ถ้ารวมเวลาได้กรรมสิทธิ์ทั้งหมดจนถึงภายหลังผู้แต่งถึงแก่ความตายแล้วไม่ถึง 42 ปี ก็ให้กรรมสิทธิ์มีอยู่ต่อไปจนครบ 42 ปี นับแต่วันเริ่มได้รับกรรมสิทธิ์ มีข้อสังเกตว่า ยังไม่มีการบัญญัติศัพท์คำว่าลิขสิทธิ์ในกฎหมายฉบับนี้ แต่ใช้คำว่ากรรมสิทธิ์ ซึ่งเป็นลักษณะของสิทธิความเป็นเจ้าของต่างจากแนวความคิดเรื่องลิขสิทธิ์โดยทั่วไป ซึ่งไม่ใช่สิทธิความเป็นเจ้าของ แต่เป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการที่จะทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ หรืออนุญาตให้ผู้อื่นทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ และเน้นการคุ้มครองเฉพาะหนังสือเท่านั้น ไม่รวมถึงงานศิลปกรรมประเภทอื่นด้วย…

ความจำเป็นหรือเหตุผลในการให้การคุ้มครองลิขสิทธิ์

กล่าวได้ว่าเหตุผลในการคุ้มครองลิขสิทธิ์ มีเหตุผลอยู่หลายประการดังนี้ 1.       ความเป็นธรรมตามธรรมชาติ เป็นความจริงที่ว่า ผู้สร้างสรรค์ ย่อมเป็นผู้ที่ทุ่มเท ใช้สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ ความชำนาญในการสร้างสรรค์ผลงานออกสู่สาธารณชน เมื่อผู้สร้างสรรค์เป็นผู้คิดขึ้นมา เขาย่อมได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เขาคิดสร้างสรรค์ และควรป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนำของเขาไปใช้โดยที่เจ้าตัวไม่ได้อนุญาต หากต้องการจะนำไปใช้ก็ควรได้รับอนุญาตและได้รับค่าตอบแทนในการใช้สิทธิด้วย 2.       ทางเศรษฐกิจ การสร้างสรรค์งานบางอย่างจำเป็นต้องใช้การลงทุนสูง เมื่อเขาได้ลงทุนไปแล้วเขาควรจะได้รับประโยชน์จากการที่เขาได้ลงทุนสร้างสรรค์งานนั้น 3.       ทางวัฒนธรรม งานที่ได้สร้างสรรค์มานั้น กล่าวได้ว่า เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของชาตินั้น สะท้องให้เห็นวัฒนธรรมของชาตินั้น เช่น งานวรรณกรรมไทย งานจิตรกรรม งานประติมากรรม งานภาพยนตร์ไทย ที่สร้างสรรค์โดยฝีมือของคนไทย ย่อมแสดงให้เห็นถึงความเป็นไทยที่แฝงอยู่ในงานนั้นไม่มากก็น้อย 4.       ทางด้านสังคม การเผยแพร่ของงานไปสู่คนจำนวนมากจะทำให้เกิดความเชื่อมโยงกันได้ระหว่างชนชั้นในชาติ ทำให้สังคมมีความมั่นคงยิ่งขึ้น จึงถือว่าผู้สร้างสรรค์เป็นผู้สร้างสรรค์งานให้สู่สังคม เพราะในที่สุด เมื่อหมดอายุความคุ้มครองแล้ว ย่อมตกเป็นสมบัติสาธารณะที่สังคมสามารถใช้ประโยชน์จากงานนั้นได้