กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้ในประเทศไทย

กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา คือ สาขาหนึ่งของกฎหมายอันเกี่ยวกับสิทธิต่างๆตามกฎหมายในสิ่งที่เกิดจากความอุตสาหะซึ่งทำให้มีการสร้างสรรค์และการคิดค้นสิ่งใดๆจากภูมิปัญญาของผู้สร้างสรรค์ หรือสิทธิต่างๆตามกฎหมายในเรื่องชื่อเสียง (reputation) กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา มีความสำคัญในการรับรองสิทธิของผู้สร้างสรรค์ ผู้ประดิษฐ์คิดค้น เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่า หากมีการสร้างสรรค์หรือประดิษฐ์ขึ้นมาแล้ว ผู้สร้างสรรค์หรือผู้คิดค้น หรือหากเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ย่อยจะได้รับความคุ้มครองว่าจะไม่ถูกการเอารัดเอาเปรียบจากผู้อื่น มีสิทธิที่จะก้ามไม่ให้ผู้ใดกระทำการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของตน เช่น นำไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ โดยที่ตนไม่ได้อนุญาต รวมทั้งมีสิทธิเรียกร้องให้มีการชดใช้ค่าเสียหายไดหากปรากฏว่า การกระทำดังกล่าวนั้น ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่ผู้สร้างสรรค์ ผู้คิดค้น หรือเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา งานที่จะได้รับความคุ้มครอง ต้องเป็นงานที่ผู้สร้างสรรค์ ผู้คิดค้น ได้สร้างสรรค์หรือคิดค้นขึ้นตามประเภทที่กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญากำหนด เช่น งานวรรณกรรม งานดนตรีกรรม งานนาฏกรรม งานศิลปกรรม งานภาพยนตร์ งานการประดิษฐ์ งานออกแบบผลิตภัณฑ์ เครื่องหมายการค้า เป็นต้น กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ย่อมมีความสำคัญในฐานะที่เป็นกฎหมายในประเทศ ที่รัฐจะต้องกำหนดนโยบายและมาตรการทางกฎหมาย ที่ใช้ในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาภายในรัฐ รัฐแต่ละรัฐอาจมีนโยบายและมาตรการในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในแต่ละรัฐต่างกัน เช่น ในขณะนี้ ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา 7 ประเภท คือ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2535…

การดำเนินการแก้ไขปัญหาความร้อนเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้

หากผลการตรวจประเมินสภาพแวดล้อมในบริเวณปฏิบัติงานไม่ได้มาตรฐานตามกฎหมายของประเทศไทย นายจ้างจะต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายแรงงานและกฎหมายโรงงานกำหนดไว้ในแนวทางที่สอดคล้องกัน มีเพียงรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้าง ดังนี้ 1. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีดำเนินการตรวจวัดและวิเคราะห์ สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียงภายในสถานประกอบกิจการ ระยะเวลา และประเภทกิจการที่ต้องดำเนินการ พ.ศ. 2550 กำหนดไว้ว่า – กรณีผลการตรวจวัดมีค่าเกินกว่ามาตรฐานกำหนดไว้ในกฎกระทรวง แล้วแต่กรณี ต้องระบุสาเหตุและปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอาคารสถานที่ การระบายอากาศ เครื่องจักร การบำรุงรักษา จำนวนลูกจ้างที่สัมผัสหรือเกี่ยวข้องกับอันตราย สภาพและลักษณะการทำงานของลูกจ้าง รวมถึงวิธีการหรือมาตรการในการปรับปรุงแก้ไขและระยะเวลาที่คาดว่าจะแล้วเสร็จ 2. กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2549 กำหนดไว้ว่า กรณีที่ภายในสถานประกอบกิจการมีความร้อนเกินมาตรฐานที่กำหนด นายจ้างต้องดำเนินการดังนี้ – ปรับปรุงหรือแก้ไขสภาวะการทำงานทางด้านวิศวกรรมให้ระดับความร้อนไม่เกินมาตรฐาน – หากดำเนินการปรับปรุงหรือแก้ไขสภาวะการทำงานแล้ว ยังควบคุมให้เป็นไปตามาตรฐานดังกล่าวไม่ได้ นายจ้างต้องปิดประกาศเตือนให้ลูกจ้างทราบว่าบริเวณนั้นอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย และนายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลตลอดเวลาที่ทำงาน 3. ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการประกอบกิจการโรงงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2546 กำหนดไว้ว่า – บริเวณปฏิบัติงานที่มีระดับความร้อนเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ ผู้ประกอบกิจการต้องปิดประกาศเตือนให้ทราบถึงบริเวณที่มีความร้อนสูงเกินมาตรฐานที่กำหนด – ในกรณีที่ภายในบริเวณปฏิบัติงานมีระดับความร้อนเกินมาตรฐาน…

กฎหมายการตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง

กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจ้าง และส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๗ สาระสำคัญของกฎกระทรวงฉบับนี้ แบ่งออกเป็น 2 หมวด คือ หมวด 1 การตรวจสุขภาพ 1. ผู้ทำการตรวจสุขภาพ จะต้องเป็นแพทย์แผนปัจจุบันที่ได้รับใบอนุญาติประกอบวิชาชีพเวชกรรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ หรือที่ผ่านการอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ หรือมีคุณสมบัติตามที่อธิบดีประกาศกำหนด 2. ผู้ถูกตรวจสุขภาพและเวลาที่ทำการตรวจสุขภาพ ลูกจ้างที่เพิ่งเข้ามาทำงานในที่ที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือนายจ้างให้ลูกจ้างย้ายสถานที่ทำงานที่มีอันตรายแตกต่างไปจากเดิมต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นครั้งแรก ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับเข้าทำงานหรือเปลี่ยนงาน สำหรับครั้งต่อๆไปจะต้องตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แต่ถ้าลักษณะหรือสภาพของงานที่เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงนั้น มีความจำเป็นต้องตรวจสุขภาพตามระยะเวลาอื่นให้ตรวจสุขภาพตามระยะเวลานั้น 3. การตรวจสุขภาพภายหลังหยุดงาน 3 วันทำการติดต่อกัน กรณีที่ลูกจ้างต้องหยุดงาน 3 วันทำการติดต่อกัน เนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทางนายจ้างอาจขอความเห็นจากแพทย์ผู้ทำการรักษา หรือแพทย์ประจำสถานประกอบกิจการก็ได้ หรือจัดให้มีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างก่อนให้กลับเข้ามาทำงานอีกก็ได้ หมวด 2. การบันทึกผล การแจ้ง และการส่งผลการตรวจสุขภาพ 1. แพทย์ผู้ทำการตรวจ จะเป็นผู้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับผลการตรวจสุขภาพโดยระบุความเห็นของแพทย์ที่บ่งชี้ถึงภาวะสุขภาำพของลูกจ้างที่มีผลกระทบ หรือเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน หรือลักษณะงานที่ได้รับมอบหมายของลูกจ้าง 2. นายจ้างจัดให้มีสมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงและทำการบันทึกผลการตรวจลงในสมุดสขภาพดังกล่าว 3….

ประเภทของกฎหมาย

กฎหมายในทางตำรากฎหมายมีความหมาย 2 นัย คือ 1 กฎหมายตามเนื้อความ หมายถึง ข้อบังคับของรัฐซึ่งกำหนดความประพฤติของมนุษย์ ถ้าฝ่าฝืนจะถูกลงโทษ ตามความหนักเบาของการกระทำ 2. กฎหมายตามแบบพิธี หมายถึง กฎหมายที่ตราขึ้นมาโดดยวิธีบัญญัติกฎหมายของรัฐ จะไม่มีการกำหนดความประพฤติของมนุษย์หรือประชาชนทั่วไปโดยตรง แต่ถือเป็นกฎหมายอย่างหนึ่งที่วางหลักเกณฑ์ในการบริหารงานของรัฐ ปัจจุบันรัฐยุคใหม่มีการออกกฎหมายขึ้นมาเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ทั้งในทางกำหนดความประพฤติของสมาชิกในสังคม และเพื่อจัดองค์กรต่างๆของรัฐ และในกฎหมายฉบับเดียวกันยังเป็นทั้งกฎหมายตามเนื้อความและกฎหมายตามแบบพิธีอีกด้วย ดังนั้นหากกล่าวโดยรวมแล้ว กฎหมายคือ กฎเกณฑ์หรือข้อบังคับที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อให้บุคคลปฏิบัติโดยมีวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น เพื่อความสงบเรียบร้อย หรือพัฒนาสังคม เป็นต้น ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษ กฎหมายแบ่งแยกได้หลายประเภทตามเกณฑ์ต่างๆเพื่อประโยชน์ในการใช้ 1. แบ่งโดยแหล่งกำเนิดของกฎหมาย แยกได้เป็น กฎหมายภายใน และกฎหมายภายนอก – กฎหมายภายใน เป็นกฎหมายที่องค์กรของรัฐที่มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมาย บัญญัติขึ้นใช้ภายในประเทศ ได้แก่ กฎหมายไทยฉบับต่างๆที่ประชาชนต้องปฏิบัติตามอยู่ในปัจจุบัน – กฎหมายภายนอก เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นโดยองค์การระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ หรือ เกิดจากความตกลงระหว่างประเทศที่เห็นพ้องต้องกัน เช่น สนธิสัญญา หรืออนุสัญญา เป็นต้น หรือความตกลงทวิภาคีระหว่างประเทศไทยกับประเทศใดประเทศหนึ่ง เช่น ข้อตกลงเขตการค้าเสรี เป็นต้น…