เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง

ป่าโตนงาช้าง เป็นป่าผืนใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ราบลุ่มทะเลสาบสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียง กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เมื่อ พ.ศ. 2521 มีสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง ตั้งอยู่บริเวณน้ำตกโตนงาช้าง หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ปัจจุบันสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง มีลักษณะเป็นป่าดิบชื้น แบ่งลักษณะป่าจากระดับความสูงของน้ำทะเล ได้เป็น 3 ประเภท คือ ป่าดิบชื้น ในพื้นที่ต่ำ ป่าดิบชื้นเชิงเขา และป่าดิบเขา ส่วนสัตว์ป่าจำแนกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์จำพวกนก สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้างยังประกอบไปด้วยหน่วยงานสำคัญอีก 2 หน่วยงาน คือ   1. ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าหาดใหญ่ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าหาดใหญ่ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา…

หลวงปู่ทวด อริยสงฆ์แห่งสยาม

หลวงปู่ทวด หรือสมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ เป็นพระอริยสงฆ์พี่มีอภิญญา (ความรู้พิเศษที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรภาวนา) และเล่าลือกันว่ามีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ที่พุทธศาสนิกชนคนไทยทั้งประเทศให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธามาตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยาจวบจนปัจจุบัน หลวงปู่ทวด มีนามที่คนไทยกล่าวขานหลายนาม เช่น สมเด็จเจ้าพระโคะ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ซึ่งประวัติของท่านที่ปรากฏในเอกสารและคำบอกเล่ามักจะเน้นไปในทางที่เป็นตำนานเสียส่วนมาก ตามตำนานกล่าวถึงประวัติหลวงปู่ทวดว่า ท่านเป็นบุตรนายหูกับนางจัน ชาวบ้านวัดเลียบ ตำบลบีมล้วน อำเภอสทิงพระ (จะทิ้งพระ) จังหวัดสงขลา บิดามารดาของท่านเป็นผู้ตั้งมันในศีลธรรม เข้าวัดทำบุญและฟังธรรมเป็นประจำ เมื่อท่านอายุได้ 7 ขวบ บิดาได้นำไปฝากเป็นเศษสมภารจวง (ผู้เป็นลุง) เจ้าอาวาสวัดกกบีหลวง (วัดดีหลวง) เพื่อเล่าเรียนหนังสือ พออายุ 10 ห้าปี ก็ได้บวชเป็นสามเณร ด้วยความเป็นคนใฝ่รู้ สมภารจวงจึงนำไปฝากให้เล่าเรียนกลับสมเด็จพระชินเสนที่วัดศรีกูญัง (วัดสีหยัง ตำบลบ่อตรุ อำเภอระโนด) จากนั้นได้เดินทางไปศึกษาต่อกับพระครูกาเดิม วัดเสมาเมือง เมืองนครศรีธรรมราช และได้อุปสมบทที่วัดนี้ มีสมเด็จพระมหาเถรปิยทัสสี เป็นพระอุปัชฌาย์ มีฉายาว่า สามีราโม (แต่คนทั่วไปเรียกว่า เจ้าสามีราม) เจ้าสามีรามสนใจปฏิบัติธรรม และใฝ่รู้ใฝ่เรียนจนแตกฉานทั้งคันธธุระและวิปัสสนาธุระ ท่านตั้งใจจะไปศึกษาเล่าเรียนต่อที่กรุงศรีอยุธยา จึงขอโดยสารไปกับเรือสำเภาของนายอิน ชาวเมืองสทิงพระ ขณะที่เรือสำเภาแล่นมาถึงหน้าเมืองชุมพร เกิดคลื่นลมแรงต้องทอดสมออยู่…

กีฬาพื้นบ้าน มวยทะเล

มวยทะเล ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดขึ้นในสมัยใดและใครเป็นผู้ริเริ่มการละเล่นประเภทนี้ แต่มวยทะเลถือเป็นกีฬาพื้นบ้านของไทยที่มีเล่นมาตั้งแต่โบราณ ข้อมูลบางแหล่งระบุว่า แต่เดิมนิยมเล่นกันในภาคใต้ เพราะมีพื้นที่ติดทะเลมาก และกีฬาประเภทนี้นิยมจัดเล่นกันบริเวณน้ำตื้นๆ ริมชายฝั่งทะเล สันนิษฐานว่าดัดแปลงมาจากมวยไทย บนรูปแบบเวทีมวยที่แตกต่างไปเพื่อความสนุกสนานในงานรื่นเริง มวยทะเลได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาไทยจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2556 มวยทะเลชกต่อยกันบนไม้ท่อนเดียวที่วางอยู่บนฐานทั้งสองด้าน แบ่งเป็นมุมแดง และมุมน้ำเงิน เฉกเช่นเดียวกับเวทีมวยทั่วไป ใครตกน้ำก่อนก็จะเป็นฝ่ายแพ้ กฎกติกา ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก ตัวเวทีนั้นใช้ไม้ปักเป็นเสาสองต้นไขว้กันสองฝั่งเป็นขาสำหรับรองไม้พาด ขาทั้งสองข้างมีระยะห่างอย่างน้อย 3 เมตร สูงจากพื้นน้ำประมาณ 1-2 เมตร บางที่เวทีอาจตั้งอยู่บนพื้นดิน โดยใช้วิธีรองเบาะนุ่มๆ ไว้ด้านล่างสำหรับรองรับนักมวยเวลาตกลงมา และที่บริเวณฐานเสาทั้งสองด้านต้องจัดพี่เลี้ยงยืนไว้คอยระวัง รับนักมวยที่ตกลงมาไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ อาทิ ท่าลงที่ไม่ปลอดภัย ไม่ให้ตกลงจากเบาะ คอยกันไม่ให้เหวี่ยงไปโดยเสาค้ำ ในบางเวที เพื่อเพิ่มความสนุกสนานให้กับการแข่งขันอาจทาน้ำมันหมูลงบนไม้พาด เพื่อเพิ่มความยากในการทรงตัว ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีในโลกยุคใหม่ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้คนส่วนใหญ่มิได้ใช้เวลาว่างกับการละเล่นกลางแจ้งอีกต่อไป ทั้งยังมีกิจกรรมสมัยใหม่ให้ทำมากมายผ่านเครื่องมือทางเทคโนโลยีต่างๆ ขณะที่ในปัจจุบันกีฬาการละเล่นสมัยใหม่จากตะวันตกหลายประเภทก็ดูน่าสนใจตื่นเต้นกว่าการละเล่นแบบโบราณของไทย ความสนใจของผู้คนที่มีต่อกีฬาพื้นถิ่น การละเล่นพื้นบ้าน จึงกำจัดอยู่ในแวดวงเล็กๆ เท่านั้น ที่มา : วารสารวัฒนธรรม ปีที่ 55 ฉบับที่…

สายพันธุ์ไก่ชนไทยมีอะไรบ้าง

ไก่ชนไทย ปรากฏอยู่ในวิถีชิวิตไทยมาเนิ่นนาน มีทั้งที่อยู่ในนิทานและพงศวดาร เช่น นิทานเรื่องนางสิบสอง พระรถเสนมีไก่ชนสองตัวมีความสามารถชนชนะไก่เจ้าเมือง หลักฐานพงศาวดารปรากฎเรื่องราวการชนไก่ของสมเด็จพระนเศวรกับพระมหาอุปราชแห่งหงสาวดีครั้งยังประทับอยู่ในฐานะเชลยศึกที่พม่า ซึ่งถูกหยิบยกมาพูดถึงอยู่ทุกครั้งไปเมื่อมีการกล่าวถึงเรื่องราวของไก่ชนไทย ไก่ของพระองค์คือไก่ชนสายพันธุ์ไทยที่เรียกว่า ไก่เหลืองหางขาว หรือไก่พระเจ้าห้าพระองค์ แต่ละภาคแต่ละซุ้มไก่ชนมีความนิยมในสายพันธุ์ไก่ชนที่แตกต่างกันไป สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาไก่พื้นเมืองไทยได้รับรองไก่ชนพันธุ์ไทยมีทั้งหมด 10 สายพันธุ์ ได้แก่ 1. เหลืองหางขาว 2. ประดู่หางดำ 3. เขียวหางดำ 4. เทาหางขาว 5. นกแดงหางแดง 6. ทองแดงหางดำ 7. นกกดหางดำ 8. ลายหางขาว 9. เขียวเลาหางขาว 10. ประดู่เลาหางขาว ไก่ชนแต่ละประเภทมีลักษณะเด่นและความงดงามแตกต่างกันไป แต่ชื่อที่คุ้นหูและได้ยินบ่อยที่สุดเห็นจะได้แก่ ไก่ชนไทยพันธุ์เหลืองหางขาว พระเจ้าห้าพระองค์ นอกจากความงดงามแล้ว ผู้เลี้ยงไก่เชื่อกันว่านี่เป็นไก่เจ้า หากมีลักษณะครบตามตำราโบราณนอกจากจะสวยงามแล้วโบราณเชื่อว่าจะให้โชคกับผู้เลี้ยงผู้ครอบครอง ไก่เหลืองหางขาว มีต้นสายอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก ประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาไก่ชนพระนเรศวรมหาราช ตำบลหัวรอ จังหวัดพิษณุโลก ได้กล่าวว่า ไก่ชนสายพันธุ์ไทยแท้ที่จริงก็คือไก่บ้าน ไก่ป่า พัฒนาสายพันธุ์โดยชาวบ้านซึ่งเป็นผู้เลี้ยงมาตั้งแต่อดีต สืบทอดมาจนปัจจุบัน คนโบราณเลี้ยงไว้ติดบ้านใช้ประโยชน์หลายทอง กินเนื้อ กินไข่…

เครื่องบูชาอย่างไทยมีอะไรบ้าง

สังคมไทยเต็มไปด้วยรูปแบบของการแสดงความเคารพต่อสิ่งที่ควรนับถือ ผู้มีพระคุณ หรือการแสดงออกอันเป็นธรรมเนียมแบบแผนถึงการมีวัฒนธรรมมายาวนาน เราเรียกการตอบแทนซึ่งแสดงถึงความเคารพเช่นนั้นว่า “การบูชา” โดยยึดโยงกับความอ่อนน้อม และความอาวุโสเป็นหลักใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยความที่เป็นสังคมพุทธศาสนา ทำให้คติการบูชาของคนไทยผูกโยงเข้ากับการประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในจริยวัตรอันงดงามถูกต้อง อนึ่งก็เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเป็นพุทธศาสนิกชนอันดีพร้อมงดงาม การบูชา ตามธรรมเนียมและตามหลักพุทธศาสนา แบ่งเป็น 2 ชนิดง่ายๆ คือ “ปฏิบัติบูชา” คือการบูชาด้วยการประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรม ถูกต้องดีงาม พร้อมด้วย ทาน ศีล ภาวนา ครบถ้วนตามหลักไตรสรณคมน์ ซึ่งตามหลักพุทธศาสนาถือเป็นการบูชาที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ทว่าตลอดการสั่งสมของสังคมไทยเต็มไปด้วยความประณีตงดงามในวิถีชีวิตวัฒนธรรม จึงคิดประดิดประดอย “เครื่องบูชาอย่างไทย” ต่างๆขึ้นเคียงคู่การแสดงความนอบน้อม กลายเป็น “อามิสบูชา” คือการบูชาด้วยวัตถุสิ่งของเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวอย่างดอกไม้ ธูปเทียน หมากพลู หรือปัจจัยสี่ ต่างๆ ต่อเนื่องผสมผสานกับศิลปะงานช่างโบราณและการคิดประดิษฐ์ จึงก่อเกิดเครื่องประกอบการบูชาอย่างไทย ที่มักทำกันเป็นรูปแบบอันงดงามเคียงคู่การแสดงความเคารพ เครื่องบูชาอย่างไทย แบ่งออกเป็นเครื่องบูชาแบบของราษฎร์ และเครื่องบูชาแบบของหลวง แม้จะมีรูปแบบของเครื่องบูชาแตกต่างละเอียดอ่อนเช่นไร แต่โดยหลักแล้วเครื่องประกอบการบูชาของไทย มี 4 อย่างด้วยกันคือ ข้าวตอก ดอกไม้ เทียน และธูป ข้าวตอก ในทางพุทธศาสนาถือเป็นเครื่องบูชาพระพุทธ เชื่อกันว่าเป็นของบริสุทธิ์…

จากอดีตถึงโขนไทยในศตวรรษที่ 21

โขนวิวัฒนาการมาโดยตลอดจาก “โขนหลวง” ครั้งกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัชกาลที่ 1 สันนิษฐานว่ายุคแรกนี้เล่นกันกลางแจ้งบนพื้นดิน ไม่มีเวที จึงแบ่งเรียกว่า “โขนกลางแปลง” ต่อมาพัฒนาให้มีการปลูกโรงให้เล่น มีไม้ไผ่พาดตามยาวให้ตัวละครที่มีศักดิ์นั่ง จึงเรียกว่า “โขนนั่งราว” และเมื่อมีการแสดงโขนสลับการแสดงหนังใหญ่จนภายหลังคงเหลือเฉพาะแต่โขนที่มีจอหนังใหญ่เป็นฉากหลังจึงเรียก “โขนหน้าจอ” ทั้งสามประเภทเป็นโขนที่มีแต่การเจรจา ไม่มีเพลงร้อง จนกระทั่งได้รับอิทธิพลจากการแสดงละครใน โขนจึงมีบทขับร้องเรียกว่า “โขนโรงใน” และเมื่อถึงรัชกาลที่ 5 มีการจัดฉากประกอบตามท้องเรื่อง จึงเรียกว่า “โขนฉาก” ทั้ง 5 ประเภท เป็นโขนแบบจารีต และเป็นมหรสพหลวงที่พระเจ้าแผ่นดินเป็นเจ้าของ แต่ก็มีพระบรมราชานุญาตให้เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่หัดโขนได้ จึงเกิด “โขนบรรดาศักดิ์” เช่น โขนของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ โขนของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา เป็นต้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โขนละครตามประเพณีก็ทรุดโทรม กอปรกับมหรสพทันสมัยจากตะวันตกเข้ามาทดแทน ความพยายามฟื้นฟูโขนมีเรื่อยมาจนกระทั่งเข้าสู่ศตวรรษ 21 โขนต้องปรับตัวตามยุคสมัย จากที่เคยมีกระบวนการเล่นตามจารีต มีความประณีตในเรื่องเครื่องแต่งกายนักแสดง จัดแสดงในวาระสำคัญ หาชมได้ยาก จากวัฒนธรรมหลวง กลายเป็นวัฒนธรรมมวลชนที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ หาดูสะดวก มีจัดแสดงตามสถานที่ทั่วไป เนื้อเรื่องกระชับ ระยะเวลาการแสดงสั้นลง และมีเทคนิคพิเศษมาประกอบการแสดง ทั้งฉาก…

ภาษาท่าทางของโขน รู้ภาษาโขนก่อนไปดู

โขนเป็นสุดยอดแห่งนาฏกรรมที่รวมศาสตร์และศิลปะหลายแขนงเข้าด้วยกัน ดังนั้นหากมีความรู้เรื่องต่างๆ บ้างก็จะช่วยเพิ่มความสนุกในการชมยิ่งขึ้น ภาษาท่าทาง โขนเปรียบเสมือนละครใบ้เพราะแต่เดิมไม่มีบทร้อง การแสดงแต่ละท่าจะบอกความหมาย ความรู้สึก ความคิด ความประสงค์ต่างๆ เอาไว้ ภาษาท่าทางที่ใช้ แบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ ท่าใช้แทนคำพูด เช่น รับ ปฏิเสธ ฯลฯ ท่าใช้เป็นอิริยาบถและกิริยาอาการ เช่น เดิน ไหว้ ยิ้ม ร้องไห้ ฯลฯ และท่าแสดงอารมณ์ภายใน เช่น รัก โกรธ ดีใจ เสียใจ ฯลฯ บางท่าดูเข้าใจได้เลย เช่น “ไป” แสดงท่าโบกมือออกจากตัวไปจนสุดแขน และถ้าหากโบกมือกลับเข้ามาหาตัวก็แปลว่า “มา” หรือ “ยิ้ม” แสดงด้วยการจีบมือซ้ายขึ้นมาไว้ที่ริมฝีปาก หรือท่าบอกว่า “รัก” ก็งอข้อศอกทั้งสองข้างมาไขว้กันที่หน้าอกแบมือทั้งสองข้างประทับอยู่ที่หน้าอก เป็นต้น เพลงประกอบ การออกท่าทางของโขนยังสัมพันธ์กับดนตรี ฉะนั้นหากมีความรู้เรื่องเพลงร่วมด้วยก็จะยิ่งสนุกขึ้น เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบกิริยาความเคลื่อนไหวต่างๆ หรืออารมณ์ของตัวละคร เช่น เพลงเชิด มีจังหวะเร็วจึงใช้สำหรับการรบพุ่งที่ต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว…