วิธีการใช้เครื่องทำน้ำอุ่นอย่างปลอดภัย

เครื่องทำน้ำอุ่นในปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในโรงแรมและรีสอร์ทเกือบทุกที่ล้วนแล้วแต่มีเครื่องทำน้ำอุ่นติดตังอยู่ด้วยทั้งนั้น และหลายบ้านก็มีเครื่องน้ำน้ำอุ่นเช่นกัน ซึ่งหากไม่ดูแล หรือใช้ไม่ถูกวิธีการอาจก่อให้เกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน วันนี้เราจึงมีวิธีการใช้เครื่องทำน้ำอุ่นอย่างปลอดภัยมาบอกกันค่ะ การเลือกซื้อ จะต้องเลือกซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นที่ได้มาตรฐาน มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพ มีถังเก็บน้ำภายในเครื่อง ฉนวนหุ้ม และระบบตัดไฟ เลือกใช้สวิตซ์และส่วนประกอบต่างๆ ของเครื่องที่เป็นชนิดกันน้ำ มีฝาหน้าเป็นพลาสติกและฝาหลังเป็น จะช่วยลดอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว ตลอดจนจะต้องมีคู่มือการใช้งานด้วย การติดตั้ง จะต้องเลือกใช้บริการช่างไฟฟ้าที่มีความชำนาญ เลือกใช้สายดินและสายไฟที่มีขนาดเหมาะสมกับเครื่องทำน้ำอุ่น ติดตั้งเครื่องป้องกันไฟฟ้าดูด ตัวตัดไฟฟ้าหรือเบรกเกอร์ และจะต้องติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นให้สูงกว่าฝักบัว การใช้งาน ไม่ควรใช้เครื่องทำน้ำอุ่นขณะที่มีพายุ ฝน ฟ้าคะนอง เพราะหากฟ้าผ่ากระแสไฟจะไหลมาตามสายไฟ ทำให้ถูกไฟฟ้าดูดเสียชีวิต เมื่อใช้งานเสร็จควรปิดสวิตซ์ไฟทันที การตรวจสอบ ควรทำการตรวจสอบเครื่องทำน้ำอุ่นจากช่างผู้ชำนาญอยู่อย่างเสมอ โดยเฉพาะเครื่องที่มีอายุการใช้งานยาวนาน

วิธีการใช้ถังดับเพลิงแบบง่ายๆ

เราเชื่อว่าทุกคนคงรู้จักกันดี กับเจ้าถังดับเพลิงที่มีหน้าตาเป็นถังยาวๆ มีสายฉีด ตัวถังส่วนใหญ่มีสีแดง แต่สีอื่นก็มีนะคะ เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มักจะมีเจ้าถังนี้ติดตั้งอยู่ทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่บนรถ แต่มีถังแล้วอยากจะถามว่าเมื่อถึงเวลาจะให้กันเป็นหรือไม่ เพราะเจ้าถังดับเพลิงนี้ถ้าวางไว้เฉยๆ ก็ไม่สามารถช่วยดับเพลิงได้หรอกนะคะ เราจึงต้องรู้ถึงวิธีการใช้ถังดับเพลิงไว้ด้วย อย่าคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจริงๆ จะได้ช่วยกันได้ค่ะ เราจะต้องพึ่งตัวเองก่อนอย่าหวังรอความช่วยเหลือจากคนอื่น เพราะเค้าอาจจะช่วยตัวเองไม่ได้เหมือนกัน การใช้ถังดับเพลิงนั้นก็ง่ายมากค่ะ ก่อนอื่นก็ให้ดึงสลักที่เป็นตัวกั้นไม่ให้บีบ หรือกดหัวถังได้ออกเสียก่อน จากนั้นก็ดึงสายฉีดออกมา เล็งไปทางกองไฟที่ติดอยู่ แล้วออกแรงบีบบริเวณหัวถังที่มีลักษณะคล้ายคีมนั่นแหละค่ะ เพียงเท่านี้สารเคมีที่ถูกบรรจุอยู่ในถังก็จะพุ่งออกมา และควรส่ายสายฉีดไปมาให้ทั่วบริเวณที่ไฟไหม้ด้วยนะคะ จะได้ดับไฟได้หมดค่ะ หรืออาจจะจำง่ายๆ ว่า ดึง ปลด กด ส่าย นั่นเอง ส่วนการจะดูว่าถังดับเพลิงนั้นใช้งานได้หรือไม่ ก็ให้ดูที่เข็มบอกความดันที่ติดอยู่ที่ตัวถัง ถ้าอยู่ในบริเวณแถบสีเขียว ก็แปลว่ายังใช้งานได้ค่ะ

การจัดทำข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมี (Material Safety Data Sheet : MSDS)

สารเคมีส่วนใหญ่ที่มีใช้ในห้องปฏิบัติการหรือในอุตสาหกรรมส่วนมากจัดเป็นสารอันตรายซึ่งสามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออุบัติภัยได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะเป็นการระเบิด การเกิดก๊าซพิษ การเกิดอัคคีภัยและภัยต่างๆ ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องจึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายสูง ในบางครั้งอาจลุกลามทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้เคียง ดังนั้นภายในหน่วยงานควรมีมาตรการความปลอดภัยด้านสารเคมีเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นการเก็บรักษา วิธีใช้ การจัดเก็บของเสีย การปฐมพยาบาลและการป้องกันสารเคมี สิ่งหนึ่งที่ผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมีควรต้องจัดทำคือ เอกสารข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมี (Material Safety Data Sheet : MSDS) เป็นเอกสารข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ซึ่งมีข้อมูลวิธีการแก้ไขเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากสารเคมีนั้นๆ ควรที่จะต้องมีเอกสารดังกล่าวประจำพื้นที่ปฏิบัติงานเพื่อสามารถหยิบใช้ได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ถ้าเป็นสารเคมีที่ใช้ทั่วไปในห้องปฏิบัติการ MSDS สามารถหาได้จากบริษัทผู้ผลิตหรือจากอินเตอร์เน็ต แต่ถ้าเป็นสารเคมีที่ไม่แพร่หลาย หรือเป็นสารผสมที่ผู้ประกอบการผลิตขึ้นเอง เช่น ตัวทำละลายอินทรีย์ น้ำยาทำความสะอาดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ผู้ประกอบการนั้นจะต้องจัดทำ MSDS ขึ้นเอง จึงควรศึกษาถึงรายละเอียดและหัวข้อที่กำหนดใน MSDS เสียก่อนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดทำ ข้อมูลใน MSDS โดยทั่วไปจะประกอบด้วย 16 หัวข้อ ซึ่งหัวข้อที่ 1-10 เป็นหัวข้อที่บังคับจะต้องมีตามข้อกำหนดของ Occupational Safety and Health Act (OSHA) ส่วนหัวข้อที่ 11-16 เป็นส่วนเสริมให้ MSDS มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น…

การออกแบบการวัดแสงสว่างและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการมองเห็น

การจัดการเรื่องแสงสว่างมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ เพื่อให้สามารถมองเห็นสิ่งอันตรายต่างๆ ได้อย่างชัดเจน เพื่อถนอมสายตา และเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง แม่นยำ การออกแบบในการวัดแสงสว่างที่ดีนั้น จะต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ความสว่าง (Illuminance) คือ ปริมาณแสง หรือฟลักซ์การส่องสว่างที่ตกลงบนพื้นที่ผิวต่อพื้นที่หนึ่งหน่วย ความส่องสว่าง (Luminance) คือ ความเข้มการส่องสว่างที่สะท้อนจากพื้นที่หนึ่งหน่วยของพื้นที่ หรือการเปล่งแสงออกมาจากแหล่งกำเนิดแสงโดยตรง เช่น หลอดไฟ จอภาพ พลังงานของแสงที่เปล่งออกมาต่อวินาที เรียกว่า ลูเมน แสงแยงตา ทีปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือมุมของแสงที่มองไปยังหลอดไฟ ลักษณะโคมไฟที่ครอบหลอดได้มากน้อยเท่าไร ทิศทางของแสงที่มายังผู้มอง หรือทิศทางของแสงที่ไปทางเดียวกับการมอง สีของแสงและสีของวัตถุ สีของแสงที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิของแสงจากหลอดไฟชนิดต่างๆ ส่วนสีของวัตถุต้องพิจารณาสีที่ตัดกัน รวมทั้งสีโดยรอบบริเวณนั้นด้วย การกระพริบของแสงจะทำให้เกิดความเด่น สะดุดตามากขึ้น แสงกลางวันช่วยเพิ่มการมองเห็น การบำรุงรักษา อายุของหลอดไฟ รวมถึงฝุ่นละอองที่หลอดไฟและโคมสะท้อน ขนาดของวัตถุ ความเร็วของวัตถุ ความวาวของวัตถุ

การวัดความสั่นสะเทือนตามลักษณะการทำงาน

การทำงานโดยใช้เครื่องมือที่มีความสั่นสะเทือน จะก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนที่มือของผู้ปฏิบัติงานซึ่งจะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ความแน่นในการจับด้ามเครื่องมือ ตำแหน่งที่จับ การสวมถุงมือ และระยะเวลาที่ทำงาน ซึ่งสามารถแบ่งการทำงานกับเครื่องมือที่สั่นสะเทือนตามลักษณะของเวลาได้ 4 แบบ คือ เครื่องมือที่มีความสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง และสัมผัสกับด้ามจับตลอดเวลา ให้ทำการประเมินค่าเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานเพราะความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นอาจไม่เท่ากัน เครื่องมือที่มีความสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง แต่มีการหยุดพักเป็นช่วงๆ แต่มือผู้ปฏิบัติงานยังคงจับเครื่องมืออยู่ เครื่องมือที่มีความสั่นสะเทือนเป็นช่วงๆ ไม่ต่อเนื่อง หรือมีการเปลี่ยนโหมดการใช้งานเครื่องมือ เป็นระยะๆ การวัดความสั่นสะเทือนจะต้องวัดความสั่นสะเทือนของเครื่องมือแต่ละชนิด ถ้าวัดไม่ได้ จะต้องวัดจากการจำลองสภาพงานที่เหมือนงานจริง เครื่องมือที่มีความสั่นสะเทือนเป็นครั้งๆ ในระยะเวลาสั้นๆ เช่น การใช้ริเวท หรือประแจลม จะต้องวัดให้ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนที่มีความสั่นสะเทือน ขณะเกิดความสั่นสะเทือน และหลังสิ้นสุดความสั่นสะเทือน การวัดค่าเฉลี่ยของความสั่นสะเทือนที่มือได้รับนั้น จะต้องเริ่มวัดทันทีที่มือสัมผัสกับความสั่นสะเทือน แต่ถ้าการทำงานแต่ละครั้งน้อยกว่า 1 นาที ให้วัดความสั่นสะเทือนนี้อย่างน้อย 3 ครั้ง โดยเมื่อรวมเวลากันแล้วต้องไม่น้อยกว่า 1 นาที

อันตรายที่เกิดจากอากาศเย็นเกินไปและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการตรวจวัดสภาพความเย็น

การทำงานในสภาวะที่เย็นจัดนั้น ไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายโดยทั่วไปและอันตรายต่อร่างกายเฉพาะที่ เช่น ผิวแห้งและแตก เกิดการอุดตันของหลอดเลือด และเนื้อเยื่อตายเนื่องจากการขาดเลือด ฯลฯ แต่ยังมีผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และเพิ่มอัตราการเกิดอุบัติเหตุด้วย นอกจากนี้ ความเย็นจะทำให้การทำงานที่ต้องใช้ทักษะความคิดที่ซับซ้อนด้อยลง และสำหรับ งานที่ต้องใช้มือก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เพราะความเย็นจะทำให้ความรู้สึกรับสัมผัสและความคล่องแคล่วว่องไวในการใช้มือลดลง และหากยังคงสัมผัสอุณหภูมิที่ต่ำลง ความเย็นจะลดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ และอาจทำให้เกิดอาการข้อติดแข็ง นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับปฏิกิริยาทางด้านความคิดและจิตใจด้วย โดยความตื่นตัวกระฉับกระเฉงของผู้ปฏิบัติงานจะลดลง จากเหตุผลดังกล่าวนี้ จึงพบว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นมาในสภาวะการทำงานที่เย็นจัด โดยธรรมชาตินั้น ร่างกายจะมีกลไกในการรักษาระดับอุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย (Core body temperature) ให้คงที่ที่อุณหภูมิ ประมาณ 37 ºC (98.6 ºF) เพื่อให้กระบวนการทำงานของร่างกายสามารถสร้างพลังงานสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ หรือทำงานได้ตามปกติ แต่กรณีผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับความเย็น หรืออยู่ในสภาวะที่เย็น ก็จะมีการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกายไปยังสิ่งแวดล้อมที่เย็นกว่า ด้วยกระบวนการต่างๆ ได้แก่ การนำ การพา การแผ่รังสีความร้อน และการระเหยของเหงื่อ เมื่อร่างกายสูญเสียความร้อน จึงต้องมีการปรับตัวโดยเส้นเลือดจะหดตัวเพื่อรักษาความร้อนเอาไว้ ร่างกายจะสั่นเพื่อเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย การออกกำลังกายจะทำให้เมตาบอลิซึมเพิ่มขึ้น เสื้อผ้าที่สวมใส่จะเป็นตัวห่อหุ้มเพื่อลดการสูญเสียความร้อน ทำให้ร่างกานสามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ได้ อย่างไรก็ตาม กลไกการรักษาอุณหภูมิร่างกายของผู้ปฏิบัติงานจะเกิดความผิดปกติจากความเย็นได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ…

วิธีการใช้เครื่องวัดระดับความร้อน และเทคนิคการตรวจวัดความร้อนในสถานที่ทำงาน

วิธีใช้เครื่องวัดระดับความร้อนดัชนีกระเปาะเปียกและโกลบแบบธรรมดา จัดเตรียมและตรวจสอบอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดระดับความร้อนให้มีคุณลักษณะตามที่กำหนดไว้ ในการติดตั้งเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะแห้งกับขาตั้งนั้น ขณะตรวจวัดต้องหาสิ่งปิดกั้นเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะแห้งจากดวงอาทิตย์ และแหล่งแผ่รังสีความร้อนอื่นๆ โดยที่สิ่งกำบังนั้นต้องไม่จำกัดการหมุนเวียนของอากาศรอบๆ กระเปาะเทอร์โมมิเตอร์ สำหรับเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปียก ผ้าก๊อซที่หุ้มกระเปาะปียก ควรหุ้มให้สูงเลยกระเปาะขึ้นไปเท่ากับความยาวของกระเปาะ ผ้าก๊อซที่ใช้ควรเป็นผ้าใหม่ทุกครั้ง และจะต้องเปียกตลอดเวลา  อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะอ่านค่าอุณหภูมิปลายผ้าก๊อซต้องจุ่มลงในน้ำตลอดเวลา โดยอาจต้องใช้วิธีหยดน้ำกลั่น หรือฉีดน้ำโดยตรงไปที่ผ้าก๊อซ ที่หุ้มกระเปาะเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปียกเพื่อให้ผ้าเปียกชื้นตลอด โดยปลายอีกด้านหนึ่งของผ้าจุ่มอยู่ในน้ำกลั่น ให้จัดกระเปาะของเทอร์โมมิเตอร์อยู่สูงเหนือระดับน้ำกลั่นที่บรรจุในภาชนะประมาณ 1 นิ้ว นำไปติดตั้งกับขาตั้ง ใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าก๊อซสะอาด (ชั้นเดียว) หุ้มที่กระเปาะเทอร์โมมิเตอร์สูงถึงจุดเหนือกระเปาะ ประมาณ 1 ช่วงกระเปาะ หรือประมาณ 1-1.5 นิ้ว และต่อหุ้มยาวลงไปให้ปลายอีกด้านหนึ่งจุ่มลงในภาชนะบรรจุน้ำกลั่น โดยส่วนกระเปาะจะอยู่เหนือน้ำประมาณ 1 นิ้ว ผ้าที่หุ้มกระเปาะต้องแนบติดเทอร์โมมิเตอร์และเปียกตลอดเวลา นำเทอร์โมมิเตอร์ที่สามารถอ่านค่าในช่วง -5 ถึง 100 องศาเซลเซียส มาเสียบเข้ากับจุกยางที่เจาะรูตรงกลาง จุกยางนี้มีขนาดเท่ากับปากเปิดของโกลบ ปิดปากโกลบด้วยจุกยางเสียบเทอร์โมมิเตอร์นี้ ให้กระเปาะของเทอร์โมมิเตอร์อยู่ตรงจุดศูนย์กลางของโกลบ แล้วนำไปติดตั้งกับขาตั้ง ปรับระดับให้เทอร์โมมิเตอร์ทั้ง 3 ชนิดข้างต้น อยู่ในตำแหน่งสูงจากพื้นระดับหน้าอกของลูกจ้าง ใช้ขาตั้งยึดหรือแขวนเทอร์โมมิเตอร์ทั้งสามนี้ ในบริเวณที่อากาศสามารถผัดผ่านได้ โดยไม่มีสิ่งใดหรือเงาบังเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปียกและโกลบ และตั้งชุดตรวจวัดนี้ไว้ใกล้กับจุดที่คนทำงานอยู่มากที่สุด ทั้งนี้ต้องไม่ขัดขวางการทำงานของคนงาน…