หน้าที่ของเงิน เงินทำอะไรได้บ้าง

เงินได้ทำหน้าที่ทางเศรษฐกิจ 4 ประการ ดังนี้ 1 เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน หมายถึง การที่บุคคลสามารถนำเอาเงินที่มีอยู่ไปซื้อสินค้าและบริการได้ตามความพอใจโดยไม่ต้องไปแสวงหาบุคคลที่ต้องการสินค้าหรือบริการของเขาเหมือนแต่ก่อน 2 เป็นเครื่องวัดค่า ถ้าไม่มีเงินเป็นสื่อกลางในการซื้อขาย จะต้องมีการเทียบค่าของสินค้าหรือบริการที่ต้องการกับสิ่งอื่นทั่วไป เมื่อมีเงินทำไห้ง่ายต่อการเทียบราคา และง่ายต่อการซื้อขายแลกเปลี่ยน 3 เป็นเครื่องสะสมค่า สิ่งของหรือสินค้าบางอย่างเก็บไว้ได้นาน บางอย่างเก็บได้ไม่นานอาจเสื่อมราคาได้ง่าย แต่เงินนำมาเก็บไว้ มูลค่าของเงินค่อนข้างจะคงตัวเสมอไม่เสื่อมค่าง่าย เหมือนเก็บสินค้าไว้ ดังนั้นเราจึงกล่าวว่าเงินทำหน้าที่ได้ดีกว่าอย่างอื่น 4 เป็นมาตรฐานในการชำระหนี้ในอนาคต สมัยก่อนที่มีการใช้เงินเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยน ถ้ามีการกู้ยืม จะต้องนำสิ่งของที่เป็นชนิดเดียวกันกับที่กู้ยืมไปมาใช้คืน แต่เมื่อมีเงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแล้ว การกู้ยืมนั้นจะกู้ยืมกันเป็นตัวเงิน และการนำมาชำระคืนก็คืนเป็นเงินเช่นเดียวกัน

ประเภทของรัฐวิสาหกิจ

รัฐวิสาหกิจอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1 รัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคล นิติบุคคลหมายถึง การเป็นบุคคลตามกฎหมาย ซึงได้แก่ องค์การและหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้น มีฐานะเป็นบุคคลตามกฎหมาย มีการดำเนินงานที่แยกออกจากผู้ถือหุ้น หรือเจ้าของกิจการโดยเฉพาะ สำหรับกิจการที่เป็นนิติบุคคลนี้ยังแบ่งประเภทย่อยๆ ได้อีก 4 ประเภท คือ 1)    กิจการธุรกิจที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ ให้อำนาจสำหรับจัดตั้งรัฐวิสาหกิจนั้นๆขึ้นโดยเฉพาะ โดยที่ทุนดำเนินกิจการนั้นเป็นของรัฐ กิจการประเภทนี้ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย การท่าเรือแห่งประเทศไทย การปิโตเลียมแห่งประเทศไทย การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเป็นต้น 2)    กิจการธุรกิจที่จัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การรัฐบาล พ.ศ. 2496 กิจการเหล่านี้ใช้ทุนรัฐบาลทั้งหมด ตัวอย่างของรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ ได้แก่ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ องค์การสวนสัตว์ องค์การสะพานปลา องค์การเภสัชกรรม และองค์การแบตเตอรี่เป็นต้น 3)    กิจการธนาคาร รัฐบาลได้มีบทบาทในการจัดตั้งและดำเนินการธนาคาร จำนวนหลายๆแห่ง กิจการธนาคารแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ (1) ธนาคารที่จัดตั้งขึ้นโดยมีพระราชบัญญัติเป็นเอกเทศ มีทนดำเนินการทั้งสิ้นเป็นของรัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นต้น…

ข้อแตกต่างระหว่างสหกรณ์กับธุรกิจอื่นๆ

สหกรณ์แตกต่างจากองค์การธุรกิจรูปแบบอื่นๆ หลายประการ ดังนี้ 1 จุดมุ่งหมาย สหกรณ์มีจุดประสงค์ที่จะช่วยเหลือสมาชิกโดยไม่หวังกำไรตอบแทน แต่องค์การธุรกิจชนิดอื่นๆ เช่น ห้างหุ้นส่วน บริษัทนั้นดำเนินกิจการโดยหวังกำไรจากการลงทุน 2 การดำเนินงาน สมาชิกสหกรณ์มีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งกรรมการเพื่อควบคุมการดำเนินงานของสหกรณ์ โดยสมาชิก 1 คน มีเสียง 1 เสียง ส่วนบริษัทห้างหุ้นส่วนนั้นเฉพาะผู้ที่ถือหุ้นเท่านั้นที่มีสิทธิออกเสียงและผู้ถือหุ้นมากมีสิทธิออกเสียงมากกว่าผู้มีหุ้นน้อย 3 ผลตอบแทน สมาชิกสหกรณ์ได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยจากเงินที่ลงทุนซื้อหุ้น และขณะเดียวกันยังได้รับเงินปันผลเฉลี่ยคืนตามจำนวนเงินที่ซื้อ ส่วนบริษัทหรือร้านค้าเอกชน ลูกค้าไม่ได้รับเงินปันผลตอบแทนแต่อย่างไร 4 สิทธิของสมาชิก คณะกรรมการสหกรณ์ต้องมาจากสมาชิกของสหกรณ์ แต่สำหรับองค์การธุรกิจอื่นๆ เช่น คณะกรรมการของบริษัทอาจจะเป็นผู้ถือหุ้น หรือไม่ถือหุ้นของบริษัทนั้นก็ได้ 5 บริการ สหกรณ์พยายามให้การศึกษาแก่สมาชิกในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สมาชิกมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์ การปรับปรุงวิธีการประกอบอาชีพ และสภาพความเป็นอยู่ของตนให้ดีขึ้น ส่วนองค์การธุรกิจอื่นๆ ไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้มากนัก

ปัจจัยที่จำเป็นในการประกอบธุรกิจ

การประกอบธุรกิจใดๆก็ตาม จำเป็นต้องมีปัจจัยการผลิต 4 ประการ ซึ่งได้จัดแบ่งออกมาตามหลักเศรษฐศาสตร์ อันได้แก่ 1 ทุน หมายความถึงบรรดาทรัพย์สินใดๆ ที่มีส่วนในการสร้างกำลังการผลิต ซึ่งอาจจะได้แก่ เครื่องมือ เครื่องจักร อาคาร โรงงาน และเงินทุน 2 ที่ดิน ซึ่งนอกเหนือจากจะใช้สำหรับเป็นแหล่งที่ตั้งในการประกอบธุรกิจ เช่น เป็นที่ตั้งโรงงาน อาคาร สำนักงาน คลังสินค้า แล้วยังหมายความรวมถึงบรรดาทรัพยากรธรรมชาติ ที่อยู่บนผิวดินและใต้ผิวดิน 3 แรงงาน หมายถึง กำลังความคิดและกำลังกายของบุคคลที่มีส่วนรวมในการผลิต ซึ่งอาจจะได้แก่ คนงาน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ต่างๆ 4 การประกอบการ ซึ่งเป็นกระบวนการในการวินิจฉัย เพื่อตัดสินใจและสั่งการในการดำเนินงานทางธุรกิจ ในเรื่องต่างๆ เช่น การกำหนดวัตถุประสงค์และนโยบาย ตลอดจนการควบคุมธุรกิจให้ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง

แฟรนไชส์ (Franchise) คืออะไร

แฟรนไชส์ คือ การที่ธุรกิจแห่งหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าผู้ให้สัมปทาน (Franchiser) ให้สิทธิในการผลิตและจำหน่ายสินค้า และบริการชนิดเดียวกัน หรืออนุญาตให้ใช้ชื่อหรือยี่ห้อของสินค้าของตนแก่ธุรกิจอื่นๆ ซึ่งเรียกว่า ผู้รับสัมปทาน (Franhisee) เพื่อ ผลิตหรือจำหน่ายสินค้าหรือให้บริการในเขตท้องที่ใด ท้องที่หนึ่ง ที่ห่างจากผู้ให้สัมปทาน โดยที่ผู้รับสัมปทานเป็นเจ้าของธุรกิจของตนและต้องรับผิดชอบในการดำเนินงานเอง แต่จะได้รับความช่วยเหลือจากผู้ให้สัมปทานเกี่ยวกับ เทคนิคในการผลิต วิธีการบริหารธุรกิจ โดยช่วยจัดอบรมพนักงาน แนะนำเทคนิคการผลิต ส่วนผสมของวัตถุดิบที่จะให้สินค้ามีมาตรฐานเดียวกัน หรือการช่วยเหลือทางด้านเครื่องมือ เครื่องใช้ การให้คำปรึกษาในการบริหารงาน เป็นต้น

สิ่งที่ช่วยให้คนทำงานมีความสุขนอกเหนือจากค่าแรงและเงินเดือน

คนทำงานก็ย่อมอยากได้ค่าแรง และเงินเดือน แน่นอนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่คนทำงานต้องการไม่ได้มีแค่เงิน แต่ทุกคนอยากมีความสุขในการทำงานด้วย ซึ่งถ้าไม่มีความสุขในการทำงานแล้ว คนทำงานเหล่านี้ก็จะย้ายที่ทำงานใหม่ไปเรื่อยๆ เพื่อหาสถานที่ทำงานที่เขาสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข เพราะที่ไหนๆก็ต้องจ่ายค่าแรงและเงินเดือนให้ทั้งนั้น แต่จะมีที่ไหนล่ะที่จะสามารถทำให้คนทำงานเหล่านี้สามารถทำงานได้อย่างมีความสุขได้ เราจะต้องรู้ว่าสิ่งที่คนทำงานต้องการคืออะไร เพื่อให้เกิดความสุขในการทำงาน และลดปัญหาเรื่องการย้ายงานบ่อย คือ 1 ความขอบคุณอย่างจริงใจ ไม่ว่าใครก็อยากได้รับความขอบคุณอย่างจริงใจ เมื่อได้ช่วยเหลือ หรือทำสิ่งดีๆให้ เพราะนั่นมันหมายถึง เรามองเห็นคุณค่าของเขา ถ้าทุกคนในที่ทำงานมีการกล่าวคำขอบคุณกันอย่างจริงใจแล้วล่ะก็ จะทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าขึ้นมาเลยทีเดียว 2 ได้รับการยอมรับ ทุกคนอยากได้รับการยอมรับจากคนอื่น เพราะมันแสดงให้เห็นว่าคนอื่นเห็นคุณค่า เห็นความสำคัญในตัวของเขา และยิ่งถ้าหัวหน้า เจ้านาย หรือนายจ้าง แสดงออกให้เห็นว่าเห็นความสำคัญของทุกคนอย่างจริงใจ ไม่ลำเอียง มีความยุติธรรม แล้วล่ะก็ ย่อมทำให้คนทำงานเกิดความพึงพอใจ และรักองค์กรขึ้นมา 3 ความไว้วางใจ เป็นการแสดงการให้ความยกย่อง ไว้ใจมอบหมายให้ทำงานด้วยความสามารถของตัวเอง แม้จะต้องให้การชี้แนะบ้าง แต่ก็สามารถสร้างความภูมิใจให้กับคนทำงานได้ 4 ความก้าวหน้า คนทำงานต้องการที่จะแสดงความสามารถใหม่ๆ เพราะฉะนั้นการเพิ่มตำแหน่ง หรือเพิ่มรายได้โดยที่ความรับผิดชอบเท่าเดิม อาจส่งผลด้านลบได้ เพราะไม่ได้ทำให้คนทำงานรู้สึกว่ามีความสุข แต่ถ้าทำให้คนงานรู้สึกตัวเองว่าเขาจะมีความก้าวหน้าในการทำงาน นั่นจะเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้คนทำงานได้ 5 มีเจ้านายที่ดี เหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำให้คนทำงานต้องลาออกจากงานก็เนื่องมาจาก…

คุณสมบัติจำเป็นของผู้ที่มีจะประกอบอาชีพขายของ

ผู้ประกอบอาชีพขาย หรือพนักงานขาย ไม่ว่าจะประกอบอาชีพส่วนตัว หรือเป็นลูกจ้างกิจการต่างๆ จะประสบความสำเร็จในงานอาชีพ ย่อมต้องการคุณสมบัติหลายประการสนับสนุน ดังเช่น 1 มีความกระตือรือร้น เป็นคนกระฉับกระเฉง ว่องไว กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา ในการที่จะค้นหาโอกาสในการเสนอขายสินค้าและบริการต่างๆ อยู่ตลอดเวลา 2 มีมนุษยสัมพันธ์ดี พนักงานที่ดีต้องสามารถเข้ากับคนอื่นๆ ได้อย่างดี รู้จักใช้หลักจิตวิทยาในการเรียนรู้ลูกค้า และเสนอสิ่งที่จะเรียกร้องความสนใจและตัดสินใจซื้อ เป็นผู้มีความสามารถในการติดต่อต่างๆ 3 มีวาทศิลป์ดี พนักงานขายต้องใช้ปากเป็นเครื่องมือสำคัญ ดังนั้นจึงต้องรู้จักกาลเทศะในการพูด พูดเป็นสันๆ แต่ได้ใจความ เป็นที่เข้าใจดีของลูกค้า สามารถโน้มน้าวให้ลูกค้าคล้อยตามได้ พนักงานขายต้องเป็นทั้งนักพูดที่ดี นักฟังที่ดี และเป็นนักแสดงที่ดีด้วย 4 มีความจริงใจ ซื่อสัตย์ พนักงานขายจะต้องเสนอขายสินค้าและบริการด้วยความต้องการ ให้ลูกค้าได้รับแต่สินค้าและบริการที่ดี มีประโยชน์คุ้มค่าเงินของลูกค้าที่จ่าย 5 มีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นผู้ที่มีความเป็นมิตรกับทุกคน อารมณ์แจ่มใสร่าเริง ยิ้มแย้มกับทุกคนที่พบปะ การมีอารมณ์ขันช่วยให้การพบปะกับบุคคลอื่นๆ การเสนอขายสินค้าไม่เคร่งเครียดจนเกินไป 6 มีบุคลิกภาพดี พนักงานขายควรมีกิริยา ท่าทาง เรียบร้อย น้ำเสียงมีจังหวะ ทุ้ม น่าฟัง ตลอดจนการแต่งกาย ควรจะเรียบร้อยอยู่ในระเบียบและแสดงถึงความมีรสนิยม…