การดูแลภาวะกระดูกพรุนโดยไม่ต้องใช้ยา

จากข่าวกรมการแพทย์พบคนไทยมีภาวะกระดูกพรุนกันมากขึ้น ทำให้มีโอกาสเกิดกระดูกหักได้ง่าย แม้เกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง ภาวะกระดูกพรุนมักเกิดกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็วใน 5 ปีแรก สาเหตุของโรคกระดูกพรุน สามารถเกิดขึ้นได้หลายปัจจัยเสี่ยง เช่น ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอการใช้ยาบางชนิด การไม่ออกกำลังกาย การลดลงของฮอร์โมนเอสโตเจนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เป็นต้น ดังนั้นยาแผนปัจจุบันสำหรับการรักษาโรคกระดูกพรุน จึงมุ่งเน้นในการรักษาที่ต้นเหตุของการเกิดโรค ซึ่งก็แตกต่างกันไปในคนไข้แต่ละคน โดยมียาอยู่หลายประเภท ทั้งช่วยสร้างมวลกระดูก ลดการสลายมวลกระดูก ยาบางตัวออกฤทธิ์ทั้ง 2 แบบเลยก็มี ในการป้องกันโรคกระดูกพรุนนั้น ทำได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอาทิ เช่น เรื่องการรับประทานอาหาร ที่มีแคลเซียมเพียงพอ คือ ประมาณวันละ 1,000 – 1,500 มิลลิกรัม ข้อมูลจากกรมอนามัยได้ให้ข้อมูลไว้ว่า นอกจากแคลเซียมแบบเม็ดแล้ว เรายังสามารถได้รับแคลเซียมจากการบริโภค กุ้งฝอย ปลาเล็กปลาน้อย ถั่วเหลือง นม หรือผักใบเขียว ซึ่งก็เป็นอาหารที่มีแคลเซียมสูง พืช ผัก สมุนไพรที่มีแคลเซียม มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน เช่น ใบยอ ใบย่านาง ใบหญ้าปักกิ่ง…

ดูแลผิวหน้าอย่างไรให้ห่างไกลฝ้าหมองคล้ำ

ก่อนการดูแลผิวหน้าให้ห่างไกลฝ้านั้น จะต้องรู้ก่อนว่าฝ้าเกิดจากอะไร และอะไรเป็นสาเหตุให้เกิด ฝ้า ก็คือ ความผิดปกติของเม็ดสีผิวซึ่งอยู่ใต้ผิวหนังแบบหนึ่ง มักจะเป็นปื้นสีน้ำตาลที่หน้าหรือแม้แต่บริเวณผิวที่อื่นๆ ที่ถูกทำลายโดยแสงแดด เช่นหน้าอก และ แขน สาเหตุของการเกิดฝ้า ส่วนใหญ่เกิดจาก แสงแดดและความร้อน รักษาให้หายขาดได้ยาก เนื่องจากเกิดจากการทำลายผิวที่ถูกสะสมมานาน การรักษาช่วยได้แค่ให้ฝ้าจางลง แต่ที่สำคัญจะต้องดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้ฝ้ากลับมาหลังจากการรักษาแล้ว ส่วนสาเหตุอื่น อาจเกิดจาก การตั้งครรภ์ การทานยาคุมกำเนิด การรับฮอร์โมนทดแทน สามารถหายได้เองแค่หลังคลอด หรือหยุดยา ฝ้าก็จางลงได้เอง การดูแลผิวหน้าให้ห่างไกลฝ้า สามารถทำได้ดังนี้ 1. หลีกเลี่ยงแสงแดด ดูแลปกป้องผิวจากแสงแดดสม่ำเสมอ โดยทาครีมกันแดดที่มี SPF30 ขึ้นไป PA+++ขึ้นไป และพกร่มและหรือหมวกเมื่อต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งต่อเนื่องนานๆ 2. เพิ่ม antioxidant ไม่ว่าจะเป็นการทานผักผลไม้ อาหารเสริมต่างๆ และการใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของantioxidant เช่น วิตามินซี วิตามินอี 3. หลีกเลี่ยงการขัดหน้าบ่อยๆ เพราะการขัดถูมากๆ เป็นสาเหตุที่สามารถกระตุ้นฝ้าให้เข้มขึ้นได้ 4. ทาครีมไวเทนนิ่ง ถ้ามีฝ้าแล้ว หรือชีวิตประจำวันต้องโดนแดดจัดตลอด แนะนำให้ทาครีมที่มีส่วนผสมของไวเทนนิ่ง เช้า-เย็น…

วิธีการป้องกันและรักษาสิวที่หลัง

สิวที่หลัง แม้จะไม่มีใครเห็น แต่ก็เป็นปัญหากวนใจของหลายคน ทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยเฉพาะสำหรับผู้ชายหลายคนที่บางครั้งขึ้นเยอะมากจนสร้างความรำคาญใจและทำให้ไม่กล้าที่จะถอดเสื้อโชว์กล้ามเนื้อแบบชายหนุ่มหลายๆคนเลยทีเดียว เคล็ดลับในการจัดการกับปัญหาสิวที่แผ่นหลัง เพื่อเรียกว่าความมั่นใจและสุขภาพผิวที่สดใสกลับมา สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ 1. อาบน้ำด้วยครีมอาบน้ำแทนสบู่ เนื่องจากสบู่มีส่วนทำให้ผิวหนังแห้ง ร่างกายจึงต้องผลิตน้ำมันขึ้นมาทดแทนปริมาณน้ำมันที่สูญเสียไปจากการถูสบู่บ่อยๆ ยิ่งผิวผลิตน้ำมันออกมามากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เกิดปัญหารูขุมขนอุดตันได้มากเท่านั้น เมื่อรูขุมขนอุดตันก็จะเกิดเป็นเม็ดสิวขึ้นมา ดังนั้นจึงสามารถแก้ปัญหาเรื่องสิวที่หลังได้โดยกร ปรับมาใช้ ครีมอาบน้ำสูตรอ่อนโยนที่ไม่ทำให้ผิวแห้งแทน 2. ดูแลทำความสะอาด เส้นผม อย่างสม่ำเสมอ อาจจะรู้สึกว่าไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ความจริงแล้วเส้นผม เป็นส่วนสำคัญทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แม้ว่าจะไม่ได้ไว้ผมยาว แต่เส้นผมก็เป็นที่สะสมของสิ่งสกปรกต่างๆ ได้อย่างมากมาย ทั้งฝุ่น ควัน ละออง คราบเหงื่อไคล และจะไหลย้อยลงมาที่ท้ายทอย ต้นคอ และลงสู่แผ่นหลังในที่สุด จึงจะต้องใส่ใจกับความสะอาดของเส้นผมกันให้มาก เพราะคราบเหงื่อไคลที่ไหลย้อยลงมาจากเส้นผม ก็อาจเป็นต้นเหตุของเกิดการสิวที่หลัง หรือ บริเวณท้ายทอยได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนที่ชอบใส่น้ำมัน เจลแต่งผม ยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ 3. การอาบน้ำหลังเหงื่อออกมากๆ หรือออกกำลังกาย หากต้องทำกิจกรรมใดๆ ที่ทำให้เหงื่อออกมากๆ ไม่ว่าจะจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว หรือหลังการออกกำลังกาย จะต้องรีบอาบน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้าในทันที เพราะการใส่เสื้อผ้าที่อมเหงื่อไว้นานๆ จะก่อให้เกิดการหมักหมมของแบคทีเรีย เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาสิวที่หลังได้…

ถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือถ้วยมาม่า ทำมาจากอะไร

หลายคนสงสัยว่าความจริงแล้วถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือถ้วยมาม่า ทำมาจากอะไร เคยได้ยินมาว่าถ้วยมาม่ากระดาษมีการเคลือบแว็กซ์ หรือขี้ผึ้งเอาไว้กันรั่วซึม หากกินบ่อยๆ จะเข้าไปเคลือบกระเพาะอาหารเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้จริงหรือไม่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วย ถ้วยของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นถ้วยกระดาษลามิเนตพลาสติกชนิด PE Food Grade (Polyethylene) ไม่มีการเคลือบแว๊กซ์ หรือขี้ผึ้งแต่อย่างใด ส่วนที่เห็นลื่นๆ ด้านในถ้วย เป็นพลาสติกชนิดทนร้อน ที่ใส่ไว้ด้านในของถ้วยเพื่อทำให้ถ้วยคงรูป และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองว่าใช้กับอาหารได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังสามารถนำเข้าเตาไมโครเวฟได้อีกด้วย ชนิดของภาชนะสำหรับบรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ชนิดถ้วยโดยทั่วไปแล้วมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ คือ 1. ถ้วยพลาสติก PP (Polypropylene) ทำมาจากเม็ดพลาสติก PP Food Grade หลอมแล้วยิงขึ้นรูปถ้วย พลาสติกประเภทนี้สามารถใช้กับผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดนการเติมน้ำร้อนหรือน้ำธรรมดาและเข้าไมโครเวฟได้ ถ้วยพลาสติกมีความแข็งแรง สามารถป้องกันความชื้นและกลิ่นได้ดี 2. ถ้วยโฟม PS (Polystyrene) ทำมาจากเม็ดพลาสติก PS หลอมแล้วขึ้นรูปถ้วย ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเม็ดโฟมเล็กๆ เกาะกันแน่น ถ้วยชนิดนี้ เป็นฉนวนความร้อน เมื่อชงน้ำร้อนในบะหมี่แล้ว บะหมี่จะร้อนนาน ผู้ถือถ้วยจะไม่รู้สึกร้อน แต่ไม่สามารถทนความร้อนระดับ 100 องศาเซลเซียสได้…

ทำไมไม่ควรถอนผมหงอก

บางคนไม่ยอมถอนผมหงอก เพราะ เคยได้ยินมาว่าการถอนผมหงอก 1 เส้น ก็จะผุดขึ้นมาเพิ่มเป็นเท่าตัว หรือบางคนก็เชื่อว่าจะทำให้หัวล้านได้ เลยไม่ยอมถอน ความจริงเป็นอย่างที่เคยได้ยินหรือเปล่านั้น ก็ไม่มีหลักฐานพอสูจน์ได้ แต่เรื่องจริงของการถอนผม นั้นคือ “ข้อเท็จจริง” ที่จะเกิดเมื่อเราถอนผมหงอก 1. ทำให้เกิดผมคุด หรือขนคุด คือขนที่ไม่สามารถแทงทะลุผิวหนังออกมาได้ แต่จะเจริญเติบโตอยู่ภายใต้ผิวหนัง เนื่องจากการถอนเส้นผมหรือเส้นขนอย่างรวดเร็วจากผิว ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดของร่างกาย เป็นการรบกวนผิวให้แตกหรืออาจทำให้เยื่อบุผิวรอบๆ เส้นผมเสียหายอาจส่งผลถึงรากผม และทำให้เยื่อบุผิวเสียหาย เมื่อผมเกิดใหม่จะไม่สามารถโผล่ขึ้นมาได้ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนัง ส่วนในรายที่มีเส้นขนค่อนข้างแข็ง ผิวหนังจะอักเสบเป็นตุ่มแดง และมีอาการเจ็บได้ 2. ทำให้ผมบาง หากมีการกระตุกผมหงอกอย่างแรง อาจส่งผลให้หนังศีรษะและรากผมเสียหาย แม้จะเป็นความรู้สึกเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยที่ร่างกายรู้สึก แต่อาจจะส่งผลไปยังรากผมรุนแรงได้ แม้จะเป็นสิ่งที่เกิดได้น้อยมาก แต่หากถอน ดึง กระตุกหรือกระชากผมหงอกต่อเนื่องกันอย่างแรง ก็อาจจะทำให้ผมบางลง ผมยาวช้า หรือบางคนอาจไม่มีผมงอกขึ้นมาใหม่ขึ้นมาอีกเลยก็เป็นได้ 3. ทำให้เสียเวลา การถอนผมหงอกไม่เกิดประโยชน์อันใดนอกจากเป็นการแก้ปัญหาเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เพราะหลังจากที่จัดการดึงผมขาวออกมาแล้ว วงจรของรากผมจะรีเซ็ทตัวเองและเส้นผมเกิดใหม่ก็จะขึ้นมาแทนที่ ณ จุดเดิม โดยที่ยังคงเป็นผมขาว เนื่องจากผมหงอกเกิดจากเซลล์เม็ดสีในรากผมได้ตายไปแล้ว ผมที่เกิดขึ้นมาจึงขาดสีสันของผมเดิมที่มี ทำให้แทนที่จะเป็นสีดำ สีน้ำตาล ก็กลายเป็นผมหงอก…

วิธีการกินเจที่ถูกต้อง กินเจห้ามกินอะไรบ้าง

ใกล้เทศกาลกินเจเข้ามาทุกทีแล้วโดยในปี 2559 นี้กำหนดไว้ในระหว่างวันที่ 1-9 ตุลาคมนี้ ซึ่งเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่ตั้งใจว่าปีนี้จะต้องกินเจ และจะต้องทำให้สำเร็จ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ยังคงสงสัยว่าคนที่กินเจนั้นห้ามกินอาหารประเภทใดบ้าง อะไรกินได้ หรือกินไม่ได้ วันนี้เรามีวิธีการกินเจที่ถูกต้อง กินเจห้ามกินอะไรบ้าง มาแนะนำกันค่ะ การกินเจต้องทำดังนี้ งดเว้นเนื้อสัตว์ หรือแม้แต่ทำอันตรายต่อสัตว์ เนื่องจากคนจีนเชื่อกันว่า ก่อนตายสัตว์จะอยู่ในอาหารตกใจกลัว เมื่อเรากินมันเข้าไป อาจจะทำให้เรามีบาปติดตัวไปด้วย งดนม เนย หรือน้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มาจากสัตว์ ซึ่งถือว่าเป็นการเบียดเบียนสัตว์เช่นกัน งดอาหารรสจัด หมายถึง อาหารรสเผ็ดมาก เค็มมาก หวานมาก เปรี้ยวมาก เนื่องจากอาหารรสจัดจะเข้าไปทำลายสุขภาพร่างกาย เช่น กินเผ็ดจัดจะไปทำลายกระเพาะ กินเค็มจัดจะไปทำลายไต ได้ งดผักกลิ่นฉุน 5 ชนิด คือ กระเทียม, หัวหอม, หลักเกียว, กุยช่าย และใบยาสูบ สาเหตุที่จะต้องห้ามผักฉุน 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม, หัวหอม, หลักเกียว, กุยช่าย, ใบยาสูบ หรือบางครั้งอาจรวมถึงเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุนด้วยเนื่องจาก…

ประโยชน์และโทษของการดื่มน้ำชา

โทษของการดื่มชา

น้ำชา เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากโดยเชื่อว่าเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แต่ทุกสิ่งนอกจากจะมีประโยชน์แล้วก็ย่อมมีโทษพ่วงมาพร้อมด้วยเหมือนกัน น้ำชาก็เช่นเดียวกัน หากดื่มมากเกินไปก็ก่อให้เกิดโทษได้  ดังนี้ โทษของการดื่มชามากเกินไปจะทำให้เป็นโรคนิ่วในไตได้ เนื่องจาก ชาดำมีสารออกซาเลทจำนวนมากหากดื่มเป็นประจำ อาจทำให้สารดังกล่าวเกิดการตกค้างและสะสมอยู่ในร่างกายจนนำมาสู่การเกิดโรคนิ่วในไตได้ในที่สุด และการดื่มชาดำเย็นมากๆ อาจเป็นต้นเหตุของอาการไตวายเฉียบพลัน ได้อีกด้วย นอกจากจะส่งผลต่อไตแล้ว ยังมีผลการรายงานที่ระบุว่าการดื่มชาติดต่อกันเป็นเวลานานและการดื่มในปริมาณมากจะมีผลทำให้ตับถูกทำลายได้  นอกจากนี้แล้ว ผู้ที่มีอาการท้องอืดบ่อย เด็ก ผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคไตและโรคหัวใจ ไม่ควรดื่มชาอย่างเด็ดขาด เพราะชาจะยิ่งกระตุ้นทำให้หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ น้ำชาทำให้มีอาการนอนไม่หลับ หลายคนคงสงสัยว่าไม่ได้ดื่มกาแฟเลยแต่ทำไมมีอาการนอนไม่หลับในตอนกลางคืน เนื่องจากในชาก็มีคาเฟอีนอยู่มากพอสมควร มันจึงออกฤทธิ์ได้ไม่ต่างจากกาแฟเลย จึงขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มในตอนเย็นและก่อนนอน หากมีอาการนอนไม่หลับติดๆ กัน ควรงดดื่มชาในช่วงนั้นไปก่อนเพื่อให้ร่างกายได้ทำการปรับตัวได้เองตามธรรมชาติ อาการนอนไม่หลับก็จะค่อยๆ หายไป ชาเขียวทำให้มีอาการท้องผูก  หลายคนดื่มชาเขียวแล้วมีอาการท้องผูก เนื่องจากในชาเขียวมีสารแทนนินซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการท้องผูก และยังเป็นสารที่ทำหน้าที่ยับยั้งการดูดซึมสารอาหารสำคัญอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน เหล็กและโฟลิก จึงควรดื่มชาเขียวในปริมาณพอดี โดยดื่มวันละไม่เกิน 5 แก้ว ร่วมกับการดื่มน้ำให้มากๆ และกินอาหารที่มีกากใยสูง เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้คล่องขึ้น