โรคเบาหวานในผู้สูงอายุ

อาจจะกล่าวได้ว่าโรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัวของผู้สูงอายุเลยก็ว่าได้ เพราะยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งเพราะได้ง่ายทั้งยังเป็นต้นเหตุ ในการเสียชีวิตของผู้สูงอายุด้วยอาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคไตวาย หรือทำให้เกิดความพิการทางร่างกาย ต้องตัดขา เลอตาบอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นหากผู้สูงอายุทุกคนดูแลรักษาสุขภาพของตนเองอย่างถูกต้อง อาการที่บ่งบอกว่าคุณเป็นโรคเบาหวาน อาการผู้ป่วยเบาหวาน ในระยะเริ่มแรกนั้น อาจตรวจไม่พบว่ามีน้ำตาลในเลือดสูง เพราะฉะนั้นโดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ก็ต่อเมื่อเกิดอาการผิดปกติกับร่างกายแล้ว ซึ่งอาการเหล่านี้นี่เองที่อาจบ่งบอกได้ว่าคุณเป็นเบาหวานเข้าแล้ว – น้ำหนักตัวลดลงทั้งที่รับประทานอาหารในปริมาณปกติหรือมากขึ้น – ปัสสาวะบ่อยและมาก โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหลังจากเข้านอนแล้วคืนละประมาณ 2-4 ครั้ง – กระหายน้ำ เนื่องจากสูญเสียน้ำออกจากร่างกายเป็นจำนวนมากทำให้ต้องดื่มน้ำบ่อยๆ – อ่อนเพลีย ตาพร่ามัว บางคนอาจถึงขั้นซึมเศร้าและหมดสติได้ สาเหตุและผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน สาเหตุหลักที่ทำให้เป็นโรคเบาหวานก็คือ อินซูลิน ที่เป็นฮอร์โมนจากตับอ่อนเกิดความผิดปกติซึ่งเกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือ – ชนิดแรกเป็นประเภทขาดอินซูลิน เพราะตับอ่อนสร้างอินซูลินไม่ได้ มักพบในวัย เด็กและวัยรุ่น ทำให้ต้องฉีดอินซูลินเข้าร่างกายทุกวัน ไม่เช่นนั้นอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต – ชนิดที่สองเป็นประเภทที่ตับอ่อนสามารถสร้างอินซูลินได้ตามปกติ บางคนอาจมากขึ้นหรือน้อยลงแต่อินซูลินนั้นไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงทำให้ร่างกายนำไปใช้ไม่ได้ นานๆ เข้าร่างกายก็จะมีน้ำตาลอยู่ในเลือดสูงและทำให้เป็นโรคเบาหวานในที่สุด บุคคลที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ได้แก่ 1. ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติว่าคนในครอบครัวเป็นโรคชนิดนี้…

โรคหัวใจในผู้สูงอายุ

โรคหัวใจในผู้สูงอายุ นั้นก็คืออาการของหัวใจขาดเลือด ที่มีสาเหตุมาจากหลอดเลือดหัวใจตีบนั่นเอง ดังนั้นเราจึงเรียกโรคชนิดนี้ว่า โรคหัวใจขาดเลือด หรือ โรคหัวใจตีบ เพราะหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการแข็งตัว จึงทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอโดยเฉพาะเวลาที่เราต้องการออกซิเจนมากๆ อย่างเวลาออกกำลังกาย โกรธ หรือเครียด ก็จะทำให้มีอาการเจ็บหน้าอกขึ้นมา นั่นเป็นเพราะ การสูบฉีดเลือดไม่ดีพอ ซึ่งถ้าเป็นแบบชั่วคราวเราจะเรียกว่า โรคก้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ คือ เมื่อหยุดพักสักครู่ หรือเมื่อร่างกายต้องการออกซิเจนน้อยลง ก็จะทำให้ร่างกายกลับมาเป็นปกติได้ แต่ถ้าอาการรุนแรง ถึงขั้นกล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนตาย หรือเกิดการอุดตัน จนไม่สามารถนำเลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ ก็จะเรียกว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ถ้าเป็นแบบเฉียบพลันก็จะทำให้เกิดอาการช็อก หัวใจวาย และต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อช่วยชีวิต อาการที่บ่งบอกว่าคุณเป็นโรคหัวใจขาดเลือด อาการที่สำคัญของโรคชนิดนี้ก็คือ การเจ็บหน้าอก แต่ทว่าการเจ็บหน้าอกนี้ อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่ไม่ได้เป็นเพราะโรคหัวใจเพียงอย่างเดียว เช่น แบบหน้าอกเพราะกล้ามเนื้ออักเสบ หลอดอาหาร ปอด เยื่อหุ้มปอดทำงานผิดปกติ และยังรวมไปถึงกระดูกหน้าอก กระดูกซี่โครงอ่อนด้านหน้า และข้อต่อของกระดูกอีกด้วย เพราะฉะนั้น หากคุณมีอาการเจ็บแปล๊บๆ ที่หน้าอกก็สบายใจได้ เพราะอาการเจ็บที่หัวใจของคนที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด จะต้องมีความรู้สึกดังต่อไปนี้ – มีอาการเจ็บปวดเหมือนถูกกดทับ แน่นหน้าอกราวกับมีใครมากดหน้าอกของเราไว้ – จบแน่นที่ใต้ลิ้นปี่ เหมือนอาหารไม่ย่อย…

การดูแลภาวะกระดูกพรุนโดยไม่ต้องใช้ยา

จากข่าวกรมการแพทย์พบคนไทยมีภาวะกระดูกพรุนกันมากขึ้น ทำให้มีโอกาสเกิดกระดูกหักได้ง่าย แม้เกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง ภาวะกระดูกพรุนมักเกิดกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็วใน 5 ปีแรก สาเหตุของโรคกระดูกพรุน สามารถเกิดขึ้นได้หลายปัจจัยเสี่ยง เช่น ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอการใช้ยาบางชนิด การไม่ออกกำลังกาย การลดลงของฮอร์โมนเอสโตเจนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เป็นต้น ดังนั้นยาแผนปัจจุบันสำหรับการรักษาโรคกระดูกพรุน จึงมุ่งเน้นในการรักษาที่ต้นเหตุของการเกิดโรค ซึ่งก็แตกต่างกันไปในคนไข้แต่ละคน โดยมียาอยู่หลายประเภท ทั้งช่วยสร้างมวลกระดูก ลดการสลายมวลกระดูก ยาบางตัวออกฤทธิ์ทั้ง 2 แบบเลยก็มี ในการป้องกันโรคกระดูกพรุนนั้น ทำได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอาทิ เช่น เรื่องการรับประทานอาหาร ที่มีแคลเซียมเพียงพอ คือ ประมาณวันละ 1,000 – 1,500 มิลลิกรัม ข้อมูลจากกรมอนามัยได้ให้ข้อมูลไว้ว่า นอกจากแคลเซียมแบบเม็ดแล้ว เรายังสามารถได้รับแคลเซียมจากการบริโภค กุ้งฝอย ปลาเล็กปลาน้อย ถั่วเหลือง นม หรือผักใบเขียว ซึ่งก็เป็นอาหารที่มีแคลเซียมสูง พืช ผัก สมุนไพรที่มีแคลเซียม มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน เช่น ใบยอ ใบย่านาง ใบหญ้าปักกิ่ง…

ดูแลผิวหน้าอย่างไรให้ห่างไกลฝ้าหมองคล้ำ

ก่อนการดูแลผิวหน้าให้ห่างไกลฝ้านั้น จะต้องรู้ก่อนว่าฝ้าเกิดจากอะไร และอะไรเป็นสาเหตุให้เกิด ฝ้า ก็คือ ความผิดปกติของเม็ดสีผิวซึ่งอยู่ใต้ผิวหนังแบบหนึ่ง มักจะเป็นปื้นสีน้ำตาลที่หน้าหรือแม้แต่บริเวณผิวที่อื่นๆ ที่ถูกทำลายโดยแสงแดด เช่นหน้าอก และ แขน สาเหตุของการเกิดฝ้า ส่วนใหญ่เกิดจาก แสงแดดและความร้อน รักษาให้หายขาดได้ยาก เนื่องจากเกิดจากการทำลายผิวที่ถูกสะสมมานาน การรักษาช่วยได้แค่ให้ฝ้าจางลง แต่ที่สำคัญจะต้องดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้ฝ้ากลับมาหลังจากการรักษาแล้ว ส่วนสาเหตุอื่น อาจเกิดจาก การตั้งครรภ์ การทานยาคุมกำเนิด การรับฮอร์โมนทดแทน สามารถหายได้เองแค่หลังคลอด หรือหยุดยา ฝ้าก็จางลงได้เอง การดูแลผิวหน้าให้ห่างไกลฝ้า สามารถทำได้ดังนี้ 1. หลีกเลี่ยงแสงแดด ดูแลปกป้องผิวจากแสงแดดสม่ำเสมอ โดยทาครีมกันแดดที่มี SPF30 ขึ้นไป PA+++ขึ้นไป และพกร่มและหรือหมวกเมื่อต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งต่อเนื่องนานๆ 2. เพิ่ม antioxidant ไม่ว่าจะเป็นการทานผักผลไม้ อาหารเสริมต่างๆ และการใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของantioxidant เช่น วิตามินซี วิตามินอี 3. หลีกเลี่ยงการขัดหน้าบ่อยๆ เพราะการขัดถูมากๆ เป็นสาเหตุที่สามารถกระตุ้นฝ้าให้เข้มขึ้นได้ 4. ทาครีมไวเทนนิ่ง ถ้ามีฝ้าแล้ว หรือชีวิตประจำวันต้องโดนแดดจัดตลอด แนะนำให้ทาครีมที่มีส่วนผสมของไวเทนนิ่ง เช้า-เย็น…

วิธีการป้องกันและรักษาสิวที่หลัง

สิวที่หลัง แม้จะไม่มีใครเห็น แต่ก็เป็นปัญหากวนใจของหลายคน ทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยเฉพาะสำหรับผู้ชายหลายคนที่บางครั้งขึ้นเยอะมากจนสร้างความรำคาญใจและทำให้ไม่กล้าที่จะถอดเสื้อโชว์กล้ามเนื้อแบบชายหนุ่มหลายๆคนเลยทีเดียว เคล็ดลับในการจัดการกับปัญหาสิวที่แผ่นหลัง เพื่อเรียกว่าความมั่นใจและสุขภาพผิวที่สดใสกลับมา สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ 1. อาบน้ำด้วยครีมอาบน้ำแทนสบู่ เนื่องจากสบู่มีส่วนทำให้ผิวหนังแห้ง ร่างกายจึงต้องผลิตน้ำมันขึ้นมาทดแทนปริมาณน้ำมันที่สูญเสียไปจากการถูสบู่บ่อยๆ ยิ่งผิวผลิตน้ำมันออกมามากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เกิดปัญหารูขุมขนอุดตันได้มากเท่านั้น เมื่อรูขุมขนอุดตันก็จะเกิดเป็นเม็ดสิวขึ้นมา ดังนั้นจึงสามารถแก้ปัญหาเรื่องสิวที่หลังได้โดยกร ปรับมาใช้ ครีมอาบน้ำสูตรอ่อนโยนที่ไม่ทำให้ผิวแห้งแทน 2. ดูแลทำความสะอาด เส้นผม อย่างสม่ำเสมอ อาจจะรู้สึกว่าไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ความจริงแล้วเส้นผม เป็นส่วนสำคัญทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แม้ว่าจะไม่ได้ไว้ผมยาว แต่เส้นผมก็เป็นที่สะสมของสิ่งสกปรกต่างๆ ได้อย่างมากมาย ทั้งฝุ่น ควัน ละออง คราบเหงื่อไคล และจะไหลย้อยลงมาที่ท้ายทอย ต้นคอ และลงสู่แผ่นหลังในที่สุด จึงจะต้องใส่ใจกับความสะอาดของเส้นผมกันให้มาก เพราะคราบเหงื่อไคลที่ไหลย้อยลงมาจากเส้นผม ก็อาจเป็นต้นเหตุของเกิดการสิวที่หลัง หรือ บริเวณท้ายทอยได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนที่ชอบใส่น้ำมัน เจลแต่งผม ยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ 3. การอาบน้ำหลังเหงื่อออกมากๆ หรือออกกำลังกาย หากต้องทำกิจกรรมใดๆ ที่ทำให้เหงื่อออกมากๆ ไม่ว่าจะจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว หรือหลังการออกกำลังกาย จะต้องรีบอาบน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้าในทันที เพราะการใส่เสื้อผ้าที่อมเหงื่อไว้นานๆ จะก่อให้เกิดการหมักหมมของแบคทีเรีย เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาสิวที่หลังได้…

ถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือถ้วยมาม่า ทำมาจากอะไร

หลายคนสงสัยว่าความจริงแล้วถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือถ้วยมาม่า ทำมาจากอะไร เคยได้ยินมาว่าถ้วยมาม่ากระดาษมีการเคลือบแว็กซ์ หรือขี้ผึ้งเอาไว้กันรั่วซึม หากกินบ่อยๆ จะเข้าไปเคลือบกระเพาะอาหารเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้จริงหรือไม่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วย ถ้วยของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นถ้วยกระดาษลามิเนตพลาสติกชนิด PE Food Grade (Polyethylene) ไม่มีการเคลือบแว๊กซ์ หรือขี้ผึ้งแต่อย่างใด ส่วนที่เห็นลื่นๆ ด้านในถ้วย เป็นพลาสติกชนิดทนร้อน ที่ใส่ไว้ด้านในของถ้วยเพื่อทำให้ถ้วยคงรูป และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองว่าใช้กับอาหารได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังสามารถนำเข้าเตาไมโครเวฟได้อีกด้วย ชนิดของภาชนะสำหรับบรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ชนิดถ้วยโดยทั่วไปแล้วมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ คือ 1. ถ้วยพลาสติก PP (Polypropylene) ทำมาจากเม็ดพลาสติก PP Food Grade หลอมแล้วยิงขึ้นรูปถ้วย พลาสติกประเภทนี้สามารถใช้กับผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดนการเติมน้ำร้อนหรือน้ำธรรมดาและเข้าไมโครเวฟได้ ถ้วยพลาสติกมีความแข็งแรง สามารถป้องกันความชื้นและกลิ่นได้ดี 2. ถ้วยโฟม PS (Polystyrene) ทำมาจากเม็ดพลาสติก PS หลอมแล้วขึ้นรูปถ้วย ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเม็ดโฟมเล็กๆ เกาะกันแน่น ถ้วยชนิดนี้ เป็นฉนวนความร้อน เมื่อชงน้ำร้อนในบะหมี่แล้ว บะหมี่จะร้อนนาน ผู้ถือถ้วยจะไม่รู้สึกร้อน แต่ไม่สามารถทนความร้อนระดับ 100 องศาเซลเซียสได้…

ทำไมไม่ควรถอนผมหงอก

บางคนไม่ยอมถอนผมหงอก เพราะ เคยได้ยินมาว่าการถอนผมหงอก 1 เส้น ก็จะผุดขึ้นมาเพิ่มเป็นเท่าตัว หรือบางคนก็เชื่อว่าจะทำให้หัวล้านได้ เลยไม่ยอมถอน ความจริงเป็นอย่างที่เคยได้ยินหรือเปล่านั้น ก็ไม่มีหลักฐานพอสูจน์ได้ แต่เรื่องจริงของการถอนผม นั้นคือ “ข้อเท็จจริง” ที่จะเกิดเมื่อเราถอนผมหงอก 1. ทำให้เกิดผมคุด หรือขนคุด คือขนที่ไม่สามารถแทงทะลุผิวหนังออกมาได้ แต่จะเจริญเติบโตอยู่ภายใต้ผิวหนัง เนื่องจากการถอนเส้นผมหรือเส้นขนอย่างรวดเร็วจากผิว ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดของร่างกาย เป็นการรบกวนผิวให้แตกหรืออาจทำให้เยื่อบุผิวรอบๆ เส้นผมเสียหายอาจส่งผลถึงรากผม และทำให้เยื่อบุผิวเสียหาย เมื่อผมเกิดใหม่จะไม่สามารถโผล่ขึ้นมาได้ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนัง ส่วนในรายที่มีเส้นขนค่อนข้างแข็ง ผิวหนังจะอักเสบเป็นตุ่มแดง และมีอาการเจ็บได้ 2. ทำให้ผมบาง หากมีการกระตุกผมหงอกอย่างแรง อาจส่งผลให้หนังศีรษะและรากผมเสียหาย แม้จะเป็นความรู้สึกเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยที่ร่างกายรู้สึก แต่อาจจะส่งผลไปยังรากผมรุนแรงได้ แม้จะเป็นสิ่งที่เกิดได้น้อยมาก แต่หากถอน ดึง กระตุกหรือกระชากผมหงอกต่อเนื่องกันอย่างแรง ก็อาจจะทำให้ผมบางลง ผมยาวช้า หรือบางคนอาจไม่มีผมงอกขึ้นมาใหม่ขึ้นมาอีกเลยก็เป็นได้ 3. ทำให้เสียเวลา การถอนผมหงอกไม่เกิดประโยชน์อันใดนอกจากเป็นการแก้ปัญหาเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เพราะหลังจากที่จัดการดึงผมขาวออกมาแล้ว วงจรของรากผมจะรีเซ็ทตัวเองและเส้นผมเกิดใหม่ก็จะขึ้นมาแทนที่ ณ จุดเดิม โดยที่ยังคงเป็นผมขาว เนื่องจากผมหงอกเกิดจากเซลล์เม็ดสีในรากผมได้ตายไปแล้ว ผมที่เกิดขึ้นมาจึงขาดสีสันของผมเดิมที่มี ทำให้แทนที่จะเป็นสีดำ สีน้ำตาล ก็กลายเป็นผมหงอก…