ทำอย่างไรให้ลูกออกมาผิวขาว

เด็กผิวขาว สำหรับคนไทยแล้วถือว่าน่ารัก น่าเอ็นดู พ่อแม่หลายคนจึงอยากจะมีลูกที่ขาวน่ารัก โดยพยายามปั้นแต่งกันตั้งแต่อยู่ในท้อง พยายามหาหนทางสารพัดวิธีที่จะทำให้ลูกเกิดมามีผิวขาวซึ่งมีความเชื่ออยู่มากมายในการทำให้ลูกผิวขาว เช่น กินน้ำมะพร้าว หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีดำ แต่ความจริงแล้วนั้นลูกจะออกมาตัวขาวหรือตัวดำ พันธุกรรม จากพ่อแม่จะเป็นตัวกำหนดสีผิวของลูก หากพ่อแม่ตัวขาว ลูกก็ออกมาก็จะขาวด้วย แต่หากพ่อแม่ตัวดำ ลูกก็จะออกมาดำ อย่างไรก็ตาม บางครอบครัวที่พ่อแม่ตัวดำ แต่ลูกออกมาขาว นั่นเกิดจากลูกได้รับยีนส์ด้วยที่แฝงอยู่ในตัวพ่อแม่นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะให้ลูกออกมาขาวอย่างใจไม่ได้ แต่ก็สามารถบำรุงผิวพรรณลูกให้มีสุขภาพดี ดูเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล เนียนนุ่ม น่าสัมผัสได้ โดยวิธีการรับประทานอาหารบำรุงผิวพรรณเป็นประจำ เช่นปลา ผักผลไม้ ธัญพืชต่างๆ และดื่มน้ำเยอะๆ นอกจากลูกจะมีผิวพรรณดีแล้วตัวแม่เองก็จะสุขภาพดีด้วย เนื่องจาก – เนื้อปลา ในเนื้อปลามีโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 นอกจากจะช่วยบำรุงสมองและพัฒนาการลูกน้อยแล้วยังสามารถช่วยปกป้องและซ่อมแซมเซลล์ผิวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในปลาแซลมอน ปลาช่อน ปลากะพง ปลาทูน่า – ผักผลไม้ เพราะวิตามิน เกลือแร่ จะช่วยให้เซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น ควรเลือกทานผัก ผลไม้สดๆ ปลอดสารพิษ เช่น ฟักทอง…

เลือกพี่เลี้ยงให้ลูกจะต้องดูอะไรบ้าง

การเลือกพี่เลี้ยงให้ลูก จำเป็นต้องเลือกให้ดี เพื่อไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้นภายหลังโดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับเด็กที่เป็นข่าวอยู่มากมายในปัจจุบัน แต่ในเมื่อพ่อแม่ไม่มีเวลาจำเป็นต้องหาพี่เลี้ยงมาช่วยดูแลจึงต้องให้ความใส่ใจในการคัดเลือกพี่เลี้ยง เพื่อให้ได้คนดีและดูแลลูกเราได้เป็นอย่างดี ซึ่งโดยทั่วไปก็สามารถสังเกตได้ดังนี้ค่ะ 1 ดูความคิดทัศนคติ โดยการตั้งคำถามที่เกี่ยวกับเด็ก เพื่อให้พี่เลี้ยงตอบหรือแสดงความคิดเห็น และประเมินดูทัศนคติเกี่ยวกับแนวคิดของพี่เลี้ยงในการเลี้ยงเด็ก 2 ประสบการณ์ หากเป็นพี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์เคยเลี้ยงเด็กมาแล้วจะดีมาก เพราะจะได้ไม่ต้องสอนกันใหม่ และจะได้รู้แนวทางในการรับมือกับเด็กมาบ้างแล้ว 3 พื้นฐานอารมณ์ เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะต้องรู้ให้จริง อย่ามองเพียงแค่ฉากหน้า แต่จะต้องหาข้อมูลอย่างละเอียด เพราะหากได้พี่เลี้ยงที่อารมณ์ร้าย ขี้หงุดหงิด ลับหลังนั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็กได้ และบางครั้งเด็กก็จะซึมซับเอารมของพี่เลี้ยงมาด้วย 4 สุขอนามัย อย่ามองข้ามเรื่องความสะอาดของพี่เลี้ยง รวมทั้งโรคประจำตัวที่อาจติดต่อมาสู่เด็ก หรืออาจจะเลี้ยงเด็กแบบไม่สะอาดด้วยทำให้เด็กติดเชื้อได้ง่าย จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ 5 พฤติกรรมส่วนตัว ตรงนี้จะต้องสอบถาม สังเกต และหาข้อมูลให้ละเอียด เพราะหากได้พี่เลี้ยงที่ติดมือถือ ชอบดูโทรทัศน์ หรือชอบลักเล็กขโมยน้อย คงไม่เป็นการดีแน่ ใช่ว่าจะรับใครมาเป็นพี่เลี้ยงให้ลูกก็ได้ แต่จะต้องดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อน อย่าเพิ่งเชื่อคำใครบอกง่ายๆ ต้องพิสูจน์ ให้เห็นกับตาตัวเองจริงๆ เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยและทุกคนในครอบครัวค่ะ ป้องกันไว้ก่อนดีกว่าจะมาแก้ปัญหาทีหลังอย่างที่เราเห็นในข่าวอยู่บ่อยๆค่ะ

สอนอย่างไรไม่ให้ลูกเป็นเด็กชอบพูดโกหก

การโกหก ของเด็กนั้นอาจติดตัวไปจนโต พ่อแม่จะต้องรู้วิธีการสอนให้ลูกเป็นเด็กที่ไม่พูดโกหก ซึ่งหลักในการสอนทั่วไปนั้นก็ง่ายๆ เพียงแค่ 1 สร้างความสัมพันธ์ที่ดี กับพ่อแม่และลูก เพื่อให้ลูกมีความไว้วางใจ และเชื่อมั่นในตัวพ่อแม่ กล้าที่จะปรึกษาเมื่อจะกระทำสิ่งใด 2 ไม่ใช้อารมณ์ เมื่อลูกทำผิด ก็ควรพูดคุยกันด้วยเหตุผลและให้คำแนะนำ รวมถึงข้อควรแก้ไข อย่าตำหนิรุนแรง จนลูกไม่กล้าที่จะยอมรับความจริง และควรชื่นชมเมื่อลูกกล้าที่จะยอมรับความจริง 3 ให้ความไว้วางใจ อย่าจับผิดลูก หรือคิดระแวงว่าลูกจะทำแต่สิ่งไม่ดีจนทำให้ลูกรู้สึกเหมือนเป็นนักโทษ ทำให้โกหกเพราะไม่อยากให้พ่อแม่ต้องซักถามมากมาย จนติดกลายเป็นนิสัย 4 อย่าลงโทษรุนแรง แม้ว่าจะจับได้ว่าลูกโกหกก็ไม่ควรลงโทษรุนแรง แต่ให้พูดจาถึงเหตุผลที่ต้องโกหก และลงโทษเพียงเพื่อให้เรียนรู้ไม่ใช่ให้เข็ดหลาบ 5 เป็นแบบอย่างที่ดี ถือเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่จะต้องทำ เพราะหากพ่อแม่ก็ยังโกหกแล้วลูกก็จะเห็นว่าการโกหกเรื่องธรรมดา ทำให้โกหกจนเป็นนิสัยได้ 6 อาการป่วย บางครั้งพ่อแม่ก็ต้องสังเกตด้วยว่าการที่ลูกโกหกนั้นเกิดจากอาการป่วยทางจิตหรือไม่ มีอาการซึมเศร้าหรือเปล่า จะได้หาทางแก้ได้อย่างตรงจุด

รับมืออย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กเอาแต่ใจตัวเอง

ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง แต่รู้หรือไม่คะการที่เด็กจะเอาแต่ใจตัวเองหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับวิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่เองนั่นแหละ เพราะเด็กจะเรียนรู้และจดจำได้ดี และถ้าหากลูกเอาแต่ก็ควรจะทำดังนี้ค่ะ 1 พ่อแม่ต้องใจแข็ง เด็กจะเรียนรู้ว่าเมื่อร้องไห้ก็จะได้ในสิ่งที่ต้องการทุกครั้งไป ทำให้ต่อไปอยากได้อะไรก็จะเอาแต่ร้องไห้ พ่อแม่จึงต้องใจแข็งบ้างอย่าให้ในทุกสิ่ง ทุกครั้งที่เค้าร้องไห้จะเอา จะต้องขัดใจกันบ้าง 2 พ่อแม่ต้องมีเหตุผล เมื่อไม่ให้สิ่งที่เค้าต้องการแล้วก็ต้องบอกเหตุผลเค้าด้วยว่าทำไมเค้าถึงไม่ได้ ทำไมพ่อแม่ถึงไม่ตามใจ ควรจะมีคำพูดเหตุผลดีๆ พูดให้เค้าเข้าใจ เค้าจะได้ไม่เอาแต่ใจตัวเองอีก 3 พ่อแม่ต้องเอาใจใส่ลูก พยายามอย่าปล่อยให้ลูกอยู่คนเดียว หรือทิ้งให้คนอื่นดูแลอยู่บ่อยๆ ให้มองเวลาและความรักอยู่ด้วยกันอย่างเต็มที่ 4 พ่อแม่ต้องฝึกลูก ให้ทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง อย่าจัดการให้ทุกสิ่งอย่าง อย่างเช่น ให้อาบน้ำเอง กินข้าวเอง ถือขวดนมกินเอง ยกแก้วน้ำดื่มเอง เป็นต้น เพื่อให้เค้าได้รู้จักพึ่งตัวเอง และได้เรียนรู้อย่างรวดเร็วด้วย 5 พ่อแม่ต้องพาลูกไปเล่นบ้าง โดยให้เค้าได้เล่นกับเพื่อนๆ เด็กๆ ในวัยใกล้เคียงกัน มีขนม ของเล่น แบ่งปันกัน จะช่วยให้ลูกรู้จักการให้และการแบ่งปันกับคนอื่นๆ ด้วย 6 พ่อแม่ต้องให้ลูกมีส่วนร่วม ในการทำกิจกรรม ทานข้าว ซื้อของ เลือกเสื้อผ้า จะต้องให้ลูกเลือกด้วยว่าเค้าชอบ หรือไม่ชอบสิ่งไหน อยากใส่อะไร อยากกินอะไร…

อยากให้ลูกออกมาเป็นเด็กฉลาดต้องทำอย่างไรบ้าง

หลายคนก็ย่อมอยากลูกที่เป็นเด็กฉลาดสามารถเอาตัวรอดในสังคมได้ แต่การที่เด็กจะฉลาดหรือไม่นั้นก็มีหลากหลายปัจจัยที่เป็นตัวกำหนด ตั้งแต่ยังไม่คลอดออกมาเลยด้วยซ้ำ ซึ่งจะมีปัจจัยใดบ้างนั้นเราไปดูกันค่ะ 1 ปัจจัยทางพันธุกรรม เป็นสิ่งที่สำคัญ นอกจากจะกำหนด เรื่องของรูปร่างหน้าตาแล้ว ยังส่งผลไปถึงนิสัยใจคอ รวมถึงอารมณ์ ความฉลาดอีกด้วย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับยีนของพ่อแม่แล้วว่าจะมียีนเด่น ยีนด้อย มากน้อยขนาดไหน 2 ปัจจัยทางอาหาร เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถกำหนดคุณภาพของทารกได้ ดังนั้นในช่วงท้องคุณแม่ที่อยากให้ลูกฉลาดจึงต้องทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างสติปัญญาของทารกในครรภ์ได้ อย่างเช่น นม ไข่ โปรตีน โดยเฉพาะเนื้อปลา เหล่านี้จะเป็นตัวช่วยที่ดี ที่คุณแม่สามารถหยิบยื่นให้กับทารกในครรภ์ 3 ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม อารมณ์และจิตใจของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ส่งผลไปถึงลูกน้อยในครรภ์ หากคุณแม่เป็นคนฉุนเฉียว ขี้หงุดหงิด ในขณะตั้งครรภ์ เด็กที่ออกมาก็จะเป็นเด็กที่เอาแต่ใจ ก้าวร้าวได้เช่นกันค่ะ เพราะฉะนั้นช่วงระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่จึงต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดโปร่ง โล่งสบาย ทำใจให้ร่าเริง แจ่มใส ลูกที่ออกมาก็จะเป็นเด็กอารมณ์ดีด้วยค่ะ แม้ว่าเรื่องของพันธุกรรมเราจะห้ามกันไม่ได้ แต่ก็ยังมีสิ่งอื่นๆ ที่คุณแม่สามารถหยิบยื่นให้กับทารกในครรภ์ได้ แต่ถ้าหากเด็กออกมาแล้วไม่ได้อย่างที่ตั้งใจก็อย่าพยายามตั้งความคาดหวังมากเกินไป เพราะมันจะเป็นการกดดันเด็ก จนอาจทำให้เด็กเกิดการต่อต้านได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลยนะคะ ยอมรับในสิ่งที่เค้าเป็นดีที่สุดค่ะ

สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณตั้งครรภ์

เมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นร่างกายก็จะบ่งบอกถึงอาการผิดปกติ หลายอย่าง ทำให้รู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์ และจะได้ปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง ซึ่งอาการทั่วๆ ไปก็จะคล้ายๆกัน สามารถสรุปได้เป็นข้อๆ ดังนี้ค่ะ 1 มีเลือดออกเล็กน้อย หรือปวดเกร็งมดลูก ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนมีประจำเดือนปติ โดยเลือดที่ออกมานั้นจะเป็นสีชมพูจางๆ ซึ่งเป็นเลือดที่เกิดจากการฝังตัวของไข่กับมดลูก ซึ่งจะแตกต่างจากเลือดประจำเดือนปกติ และบางครั้งจะมีการหดเกร็งของมดลูกทำให้รู้สึกปวดได้ 2 แพ้ท้อง ซึ่งส่วนใหญ่จะเวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งมักเป็นในตอนเช้า เนื่องจากมีเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เพราะต้องไปเลี้ยงทารกที่อยู่ในท้องด้วย และฮอร์โมนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจึงทำให้เกิดอาการแพ้ท้อง 3 ฐานเต้านมมีสีเข้มขึ้น และขยายวงกว้างมากขึ้น และอาจสังเกตเห็นว่าเส้นเลือดบริเวณเต้านมกับตุ่มรอบหัวนมเล็กๆ ที่กระจายไปตามฐานนมมีจำนวนและขนาดเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย 4 คัดและเจ็บหน้าอกและหัวนม เนื่องจากร่างกายเตรียมสร้างน้ำนมสำหรับเลี้ยงลูก ซึ่งจะคล้ายกับตอนใกล้จะมีประจำเดือนแต่จะรู้สึกว่าหน้าอกบวมใหญ่กว่าปกติ 5 ปัสสาวะบ่อย เนื่องจากมีมดลูกโตขึ้นทำให้ไปกดทับกระเพาะปัสสาวะให้มีความจุน้อยลง และร่างกายต้องการเพิ่มปริมาณเลือดเพื่อไปเลี้ยงทารกในครรภ์ ทำให้ไตต้องกลั่นกรองปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น 6 เหนื่อยง่าย เนื่องจากร่างกายจะต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ทำให้ระบบเมตาบอลิซึ่งเปลี่ยนแปลงไปด้วย 7 ท้องผูก เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นสูงในระหว่างตั้งครรภ์ทำให้ประสิทธิภาพการหดตัวของลำไส้ลดลง จึงก่อให้เกิดอาการท้องผูก 8 ประจำเดือนไม่มา เป็นสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่าอาจจะตั้งครรภ์ หากร่างกายปกติดีไม่ได้ดีปัญหาเรื่องประจำเดือนมาไม่ปกติ และถ้ามีอาการอื่นๆ ข้างต้นร่วมด้วย นั่นก็ยิ่งมั่นใจได้ว่ากำลังตั้งครรภ์แน่นอน

วิธีการปลอบเด็กให้หยุดร้องไห้

เด็ก ไม่สามารถที่จะพูดสื่อสารกับเราได้ว่าเค้ารู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร จึงทำได้เพียงแค่ส่งเสียงร้องไห้เท่านั้น ผู้ใหญ่ที่เลี้ยงเด็ก หรือพ่อแม่ของเด็กจึงต้องเป็นฝ่ายตัดสินใจให้ และสังเกตลักษณะเสียงร้องของเด็กด้วยว่าร้องแบบไหนต้องการอะไร เช่นร้องแบบนี้เพราะหิว หรือร้องแบบนี้เพราะไม่สบายตัว เป็นต้น เด็กบางคนนั้นปลอบง่าย ก็สามารถหยุดร้องได้แล้ว แต่ก็มีเด็กหลายคนที่ปลอบยากเช่นกัน บางคนร้องจนพ่อแม่ทำอะไรไม่ถูกกันเลยทีเดียว เนื่องจากทำอย่างไรก็ไม่หยุดร้องสักที วันนี้เราจึงมีวิธีการปลอบเด็กให้หยุดร้องไห้มาฝากกันค่ะ จะทำอย่างไรบ้างนั้นไปดูกันค่ะ 1 เพลงกล่อมเด็ก เปิดเพลงกล่อมเด็กให้เค้าฟังบ่อยๆ ต่อไปเมื่อเค้าร้องไห้ก็ให้เปิดเพลงที่เค้าคุ้นเคยเหล่านี้ให้เค้าฟัง จะช่วยให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นได้ค่ะ 2 นวดคลายเครียด เด็กบางคนมีอาการเครียดก็เลยร้องไห้ไม่หยุด การนวดคลึงเบาๆ ตามกล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะช่วยให้เด็กผ่อนคลาย และเป็นการเพิ่มสัมผัสจากพ่อแม่อีกด้วย 3 กอดแนบอก การกอดแบบนี้จะช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่น และเด็กจะได้ฟังเสียงหัวใจที่คุ้นเคย ทำให้รู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยมากขึ้น ก็จะคลายความกังวล และรู้สึกสบายใจขึ้นค่ะ 4 อุ้มเคลื่อนไหวไปมา วิธีนี้มักได้ผลกับเด็กหลายคน ที่ชอบการเคลื่อนไหว โดยอาจอุ้มเต้นรำ พานั่งรถ หรือโยกไปมา ก็จะช่วยให้เด็กหยุดร้องไห้ได้ค่ะ อย่างไรก็ตามลองสังเกตวิธีที่ทำแล้วได้ผลและจดจำเอาไว้ คราวต่อไปก็จะรู้ว่าต้องทำอย่างไรเด็กถึงจะหยุดร้องไห้ได้ค่ะ