วิธีการเลี้ยงลูกที่ดีในยุคไอที

ด้วยสังคมและเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้พ่อแม่หลายคนเป็นกังวลกับพฤติกรรมของลูกน้อย ที่มีทั้งเทคโนโลยี และวัฒนธรรมจากต่างชาติ การจะเลี้ยงลูกแบบยึดติดกับวัฒนธรรมแบบเดิมจึงไม่เป็นการดีนัก วันนี้เราจึงขอแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกที่ดีในยุคไอทีนี้ค่ะ โดยทั่วไปก็ต้องยึดหลัก 3 ข้อ คือ เวลา ความเข้าใจ และความรู้ในการเลี้ยงลูกค่ะ เวลา เป็นสิ่งสำคัญมากที่พ่อแม่จะต้องหยิบยื่นให้กับลูก อย่าเอาแต่ทุ่มเททำงานจนไม่มีเวลามาสนใจดูแลลูก พ่อแม่จะต้องหาเวลาที่จะนั่งคุยกับลูก และทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ไปเที่ยว ดูหนัง ทานข้าว เป็นต้น อย่าพยายามบอกลูกว่าตัวเองไม่มีเวลา ต้องทำงาน เพราะนั่นจะทำให้ลูกเกิดความเกรงใจ ไม่กล้ารบกวนพ่อแม่ และเมื่อมีปัญหาก็จะไม่กล้าที่จะมาปรึกษา เนื่องจากลัวว่าจะเป็นภาระให้ทั้งที่พ่อแม่ก็ยุ่งอยู่แล้ว ทำให้อาจแก้ปัญหาอย่างผิดวิธี เมื่อถึงตอนนั้นแล้วการแก้ไขก็อาจทำได้ยากยิ่ง เพราะฉะนั้นเวลาที่ทำกิจกรรมร่วมกันนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่จะต้องมีให้กับลูก ความเข้าใจ พ่อแม่จะต้องรู้ว่าลูกชอบ หรือไม่ชอบอะไร เนื่องจากเด็กสมัยนี้มักมีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยี ช่วยให้เด็กรู้จักสิ่งต่างๆ มากมาย และทำให้รู้สึกชอบ และไม่ชอบในหลายๆ สิ่ง เพราะฉะนั้นพ่อแม่ก็ต้องสังเกตด้วยว่าลูกชอบหรือไม่ชอบอะไร จะได้หยิบยื่น และสอนได้อย่างถูกต้อง อย่าพยายามหยิบยื่นให้แต่สิ่งที่พ่อแม่ชอบเท่านั้น เพราะบางครั้งลูกอาจไม่ชอบ ลองถามความคิดเห็นของลูกบ้าง ไม่เช่นนั้นอาจทำให้มีปากเสียง ทะเลาะกัน จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ แม่ ลูก ไม่ดี และทำให้ลูกเกิดพฤติกรรมต่อต้านได้…

ทำไมต้องผ่าตัดคลอดมีกรณีใดบ้าง

การผ่าตัดคลอดจะเกิดขึ้นเมื่อคุณหมอเห็นว่าการคลอดปกติแบบธรรมชาติ จะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย ไม่ว่าจะต่อตัวคุณแม่ หรือลูกก็ตาม ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ต้องผ่าตัดคลอดโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีดังนี้ค่ะ 1 ขนาดไม่สมดุล ไม่ว่าจะเป็นแม่ตัวเล็ก ลูกตัวใหญ่เกินไป หรืออุ้งเชิงกรานของแม่ไม่สมดุลกับตัวลูกเป็นต้น 2 ท่าไม่เหมาะสม หากลูกไม่เอาหัวลง แต่แม่เจ็บท้องจะคลอดแล้วก็จำเป็นต้องผ่าตัดคลอด 3 ภาวะครรภ์แฝด โดยเฉพาะแฝดสามคนขึ้นไป แพทย์จะแนะนำว่า ควรผ่าตัดคลอดจะปลอดภัยกว่า 4 มีโรคประจำตัว หากคุณแม่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการคลอดแบบธรรมชาติ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง หรือคุณแม่มีอายุมาก ทำให้ไม่มีแรงเบ่งคลอด แพทย์ก็จะผ่าตัดคลอดค่ะ 5 เป็นโรคติดต่อ หากคุณแม่เป็นโรคติดต่อที่อาจเป็นอันตรายต่อลูกหากทำการตลอดแบบธรรมชาติ เช่น โรคเริม แพทย์ก็จะทำการผ่าคลอด 6 เกิดภาวะคลอดเองไม่ได้ เช่น ปากมดลูกเปิดค้างอยู่แค่ 6 เซนติเมตร หัวลูกเริ่มบวม ปากมดลูกไม่เปิดต่อ หรือกราฟหัวใจเด็กลดลง หากมีภาวะเหล่านี้ แพทย์จะตัดสินใจผ่าตัดคลอดเพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และลูกค่ะ นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้จำเป็นต้องผ่าตัดคลอด แต่อย่างไรก็ตาม หญิงตั้งครรภ์ก็ควรดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรง สมบูรณ์ และรับสารอาหารให้เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์ เพื่อความแข็งแรงสมบูรณ์ของลูกน้อยที่รอวันลืมตาดูโลกนะคะ

เทคนิคในการส่งเสริมลูกให้เก่งภาษา

ปัจจุบันเรื่องของภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เด็กสมัยใหม่จะต้องรู้ภาษามากกว่า 2 ภาษาแล้วค่ะ ซึ่งในบ้านเราก็มีการสอนภาษาอื่นๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน เป็นต้น ซึ่งการจะเรียนภาษาให้สำเร็จและคล่องแคล่วนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปหากได้รู้เทคนิคดังนี้ก็จะสามารถช่วยส่งเสริมลูกรักให้เก่งภาษาได้ โดย 1 พ่อแม่จะต้องทราบเนื้อหาบทเรียนของลูก ควรขอดูหนังสือเรียนของลูกบ้าง เพื่อให้รู้ว่าลูกเรียนอะไรอยู่ เรียนถึงไหนแล้ว และพ่อแม่ก็ควรหาเวลามาทบทวนบทเรียนให้กับลูกด้วย เช่น เอาคำศัพท์ในบทเรียนมาทายกัน หรือทำคำศัพท์ให้ลูกเล่น เป็นต้น 2 ฝึกกับเจ้าของภาษา ภาษานั้นถ้าจะให้ดีจะต้องมีการใช้อยู่บ่อยๆ และการได้ใช้กับเจ้าของภาษายิ่งเป็นการดีที่สุด เพราะจะช่วยให้รู้ถึงสำเนียง และข้อบกพร่อง และได้ใช้งานจริง จะยิ่งทำให้สามารถเรียนรู้ได้ไวค่ะ 3 สมัครเรียนกับลูก ถ้าหากว่ามีเวลาก็ไปเรียนภาษากับลูกเลยจะได้เป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้แก่ลูก และพ่อแม่เองก็จะได้ภาษาเอาไว้ฝึกพูดกับลูกทุกวันด้วย 4 เสริมความรู้ด้วยสื่อต่างๆ สื่อต่างๆ มีประโยชน์มากกว่าที่คิด ลองให้ลูกเล่นเกมส์คำศัพท์ หรือฟังเพลงภาษาอื่นๆ หรือดูหนังในภาษาที่เรียนมา โดยไม่ต้องใช้ภาษาไทย ก็เป็นตัวช่วยที่ดีที่จะทำให้เก่งภาษาขึ้นได้ค่ะ

วิธีการเลือกซื้อรองเท้าเด็กให้เหมาะสม

การเลือกรองเท้าให้เด็กใส่เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องใส่ใจในความละเอียดด้วย เนื่องจากหากเลือกไม่ดีแล้วก็อาจมีผลต่อการพัฒนาการของเท้าของเด็กๆ ได้เช่นกันค่ะ การเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกัลป์เด็กนั้น จึงต้องคำนึงถึงสิ่งสำคัญดังต่อไปนี้ค่ะ 1 พาเด็กไปลองสวมด้วย และควรไปเลือกซื้อรองเท้าตอนเย็น หรือตอนบ่าย เพราะเป็นเวลาที่เท้ามีขนาดใหญ่เต็มที่ เพื่อไม่ให้ได้รองเท้าที่ใหญ่หรือเล็กเกินไปจนใส่ไม่ถนัด 2 ไม่จำเป็นต้องซื้อรองเท้าราคาแพง เพราะเด็กโตไว และเท้าก็มีการพัฒนาที่ไวและใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ใส่ไม่นานก็อาจจะใส่ไม่ได้แล้ว 3 ต้องวัดเท้าเด็กอยู่เสมอ โดยให้ยืนในระหว่างรองท้าทั้งสองข้าง เนื่องจากเท้าแต่ละข้างมักจะใหญ่ไม่เท่ากัน การซื้อรองเท้าที่ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย จะช่วยให้สวมสบายกับเท้าทั้งสองข้าง แต่ก็ไม่ควรซื้อรองเท้าที่ใหญ่กว่าเท้าจริงจนเกิน 1 เบอร์ เพราะจะทำให้พัฒนาการเท้าของเด็กผิดไป 4 จะต้องยึดติดกับเท้าได้ดี เช่นมีเชือกผูกรองเท้า เวลโคร หรืออะไรก็ตามที่สวมติดกับเท้า เพื่อไม่ให้รองเท้าลื่นไถลหลุดออกไปได้โดยง่าย เพราะเด็กมีความซุกซน และบางคนไม่ชินกับการใส่รองเท้าจึงต้องเลือกแบบที่ใส่แล้วติดเท้าได้ดี 5 สามารถระบายอากาศได้ดี เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค และปกป้องเท้าของเด็กให้เย็นและแห้งสบายอีกด้วย 6 หลีกเลี่ยงรองเท้ามีส้น แม้จะสวยงามน่ารัก แต่จะทำให้เด็กเดินยาก แล้วยังจะส่งผลต่อการพัฒนาเท้าของเด็กไปในทางที่ไม่เหมาะสมได้อีกด้วย 7 พื้นรองเท้าไม่ลื่น เป็นอีกจุดสำคัญที่ต้องดูเพราะพื้นผิวรองเท้าที่ดีจะช่วยป้องกันไม่ให้เด็กลื่นล้มได้โดยง่าย และควรเลือกพื้นที่ทนทานและมีความยืดหยุ่นเพื่อให้เด็กเดินได้อย่างสบายเท้า

ฝาแฝดเกิดขึ้นได้อย่างไร

เด็กแฝด หรือฝาแฝดนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ 2 กรณีค่ะ คือ 1 เด็กแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน เด็กจะมีหน้าตา ท่าทาง และเพศที่เหมือนกัน และถ้าหากว่าไข่นั้นแบ่งตัวไม่สมบูรณ์ ก็จะมีโอกาสที่เด็กจะมีร่างกายบางส่วนที่ติดกันด้วยค่ะ 2 เด็กแฝดที่เกิดจากไข่คนละใบ จะเป็นเด็กที่มีหน้าตาคล้ายกัน จะไม่เหมือนกันหมดซะทีเดียว และมีโอกาสที่จะมีเพศต่างกันด้วยค่ะ เช่นแฝดชาย-หญิง กรณีนี้จะไม่มีการใช้อวัยวะร่วมกัน เพราะเป็นการเกิดจากไข่คนละใบค่ะ โอกาสในการมีลูกแฝด คุณแม่ที่จะมีลูกแฝดนั้นสามารถมีปัจจัยการเกิดได้หลายปัจจัยค่ะ เช่น กรรมพันธุ์ โดยมีญาติทางฝ่ายแม่มีลูกแฝด ,การตั้งครรภ์ครั้ง จะทำให้ไข่ตกเมมากขึ้นทำให้สามารถมีลูกแฝดได้ค่ะ , การกินยาคุมกำเนินติดต่อกันมากกว่าสามปีขึ้นไป พอหยุดกินยาคุมฮอร์โมนที่ถูกกดไว้จะเร่งผลิต ทำให้มีไข่ตกได้หลายใบจึงมีโอกาสมีลูกแฝดได้ค่ะ และการใช้วิทยาการทางการแพทย์ เพื่อช่วยให้เกิดการตั้งครรภ์ ก็สามารถทำให้เกิดการผสมกันของไข่หลายใบได้ เป็นต้น

วิธีการเลือกเสื้อผ้าสำหรับเด็ก

สำหรับคนที่กำลังหาซื้อเสื้อผ้าให้กับเด็กนั้นแต่ยังเลือกไม่ถูกว่าจะใช้ผ้าแบบไหนดี เราขอแนะนำดังนี้ค่ะ การเลือกเสื้อผ้าสำหรับเด็กอ่อน แรกเกิดนั้นจะต้องเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่ง่าย เป็นผ้าที่ไม่นุ่มสบาย และไม่มีลวดลายสีสันมากนัก เนื่องจากการทำลายนั้นเกิดจากสารเคมี ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ค่ะ เพราะผิวเด็กแรกเกิดนั้นจะบอบบางมากค่ะ การเลือกซื้อเสื้อผ้าสำหรับเด็กหัดเดิน ถ้าเด็กกำลังหัดเดิน หรือคลานได้แล้ว การเลือกซื้อเสื้อผ้าจะต้องเป็นแบบที่สามารถสวมใส่ได้ง่าย ประหยัดเวลา เนื่องจากเด็กจะไม่ค่อยอยู่นิ่ง และเสื้อผ้าของเด็กวัยนี้ควรเป็นผ้าที่สามารถซักทำความสะอาดได้ง่าย เพราะเด็กวัยนี้จะเล่นซนจนเสื้อผ้าเปื้อนเลอะเทอะได้ง่ายค่ะ การเลือกซื้อเสื้อผ้าสำหรับเด็กกำลังโต เด็กวัยนี้จะสามารถเรียนรู้ได้เร็ว เป็นช่วงเวลาที่กำลังอยากรู้ อยากเห็นทุกอย่าง ให้เลือกเสื้อผ้าที่มีสีสัน และมีลายที่น่าสนใจ เพื่อเป็นการเพิ่มจินตนาการให้กับเด็กๆ ได้ค่ะ และควรเป็นเสื้อผ้าที่ใส่พอดีตัว ไม่เล็ก หรือไม่ใหญ่จนเกินไป ซึ่งในปัจจุบันก็มีให้เลือกมากมายทั้งหญิงและชายนะคะ ยังไงแล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กๆ โตเร็วมาก ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางครั้งเสื้อผ้าที่ใส่เพียงไม่กี่ครั้งก็จะใส่ไม่ได้แล้ว จะต้องซื้อใหม่ ดังนั้น ถ้าครอบครัวที่ต้องประหยัดค่าใช้จ่าย อาจจะไม่ต้องซื้อหลายชุดนักก็ได้ แต่หมั่นขยันซักเอาค่ะ หรืออาจจะรับมือสอง หรือจากคนรู้จักก็ได้ค่ะ

วิธีการรับมือการเปลี่ยนแปลงของร่างกายขณะตั้งครรภ์

ในช่วงตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ 9 เดือนนั้น ร่างกายจะปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา คุณแม่มือใหม่จึงต้องดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง เพื่อให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของคุณแม่มักมีดังนี้ ปวดศีรษะ เนื่องจากฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งมีความอ่อนเพลีย และเครียด การนวดต้นคอและหัวไหล่ จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น และควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำและกินอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายด้วย ฟันผุ เนื่องจากขณะตั้งครรภ์จะมีการดึงเอาแคลเซียมไปใช้ ทำให้ร่างกายคุณแม่ขาดแคลเซียมจึงทำให้ฟันผุ แล้วยังก่อให้เกิดโรคปริทันต์ติดเชื้อ และเหงือกอักเสบได้ด้วย การกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ปลาตัวเล็ก ก็สามารถช่วยได้ และควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพปากและฟันอย่างสม่ำเสมอด้วยค่ะ มือชา เนื่องจากมือจะบวมขึ้น ทำให้ไปกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือจึงทำให้เกิดอาการชา การนวดฝ่ามือ และขยับนิ้วมือขึ้นลงจะบรรเทาอาการชาได้ และควรเพิ่มวิตามินบี 6 ให้กับร่างกายด้วย เจ็บหน้าอก เนื่องจากเต้านมขยายใหญ่ขึ้น จึงควรเปลี่ยนชุดชั้นในให้พอดีกับหน้าอกในแต่ละระยะของการตั้งครรภ์ เส้นคล้ำที่หน้าท้อง เนื่องจากมดลูกขยายใหญ่ขึ้น ผิวหนังที่ห่อหุ้มจึงเกิดการแตกลาย แต่จะค่อยๆหายไปหลังคลอด การทาครีมบำรุง และการพยายามดูแลน้ำหนักให้ค่อยๆขึ้น อย่างค่อยเป็นค่อยไป ก็สามารถช่วยบรรเทาได้ค่ะ ปวดหลัง เนื่องจากรูปทรงของร่างกายที่เปลี่ยนไป มีการถ่วงน้ำหนัก ดังนั้นหลังจะแอ่นมากขึ้น การหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก และอยู่ในอิริยาบถ หรือท่วงท่าที่ถูกต้องจะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ ปวดกระดูกเชิงกราน เนื่องจากข้อต่อกระดูกหย่อนตัวลง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด…