ทำไมเด็กถึงชอบดูดนิ้วแล้วจะแก้อย่างไร

การดูดนิ้ว เป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติของเด็กในช่วงอายุ 1 ขวบปีแรก สาเหตุอาจเกิดจากความบังเอิญที่เด็กเอานิ้วใส่ปากแล้วเกิดความเพลิดเพลิน พึงพอใจ จึงทำบ่อยขึ้น ซึ่งแต่ละคนก็จะทำบ่อยมากน้อยไม่เท่ากันค่ะ คนที่พึงพอใจมากก็จะทำติดต่อกันจนเป็นนิสัย บางคนอาจจะดูดมากขึ้นเมื่อเครียด ตื่นเต้น ถูกขัดใจ ไม่สบาย เหนื่อย หรือมีการจากแม่ เป็นต้น โดยปกติแล้วเด็กมักจะค่อยๆเลิกดูดนิ้วไปเองหลังอายุ 2 ปี แต่บางคนถ้าไม่ได้รับการเบี่ยงเบน ฝึกฝนแก้ไข อาจติดไปจนเป็นนิสัย ถ้าอายุ 5 ปีแล้วยังไม่เลิกดูดนิ้ว ถือว่าผิดปกติค่ะ วิธีการลดอาการดูดนิ้วของเด็กควรทำดังนี้ 1 ดูแลเอาใจใส่ ไม่ปล่อยให้เด็กเหงา หรือเบื่อ 2 เบี่ยงเบนความสนใจของเด็ก โดยการหาของเล่นที่จะต้องใช้มือจับ ให้เด็กเล่นจนสนุกแล้วจะลืมดูดนิ้วไปเอง 3 ทำให้หลับเร็วขึ้น ถ้าเด็กชอบดูดนิ้วเวลานอน ช่วงก่อนนอนจึงต้องหาการเล่นที่ต้องใช้แรงออกกำลังกายจนเหนื่อย เพื่อให้เด็กหลับเร็วขึ้นจะได้มีเวลาดูดนิ้วสั้นลง 4 ให้เคี้ยวอย่างอื่น ถ้าเด็กเริ่มขบเคี้ยวได้ ให้หาของเล่น หรืออาหารแท่ง ให้เด็กได้เคี้ยวเล่น ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อ คอ ปาก และคาง ทำงานหนักขึ้น จะได้ดูดนิ้วน้อยลง 5 อย่าบังคับ ให้ค่อยๆดึงมือเด็กออกอย่างนุ่มนวล…

ดูแลเด็ก LD อย่างไรให้มีความสุข

ค้นหาให้ได้ว่าลูกมีอะไรดีอยู่ในตัว อย่าลืมชมเมื่อเด็กทำอะไรได้ดี แม้ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็ตาม ต้องมองหาจุดแข็งและความสามารถอื่นๆ พยายามสร้างจุดแข็งเหล่านั้นให้ทดแทนความบกพร่องที่เด็กมีอยู่นัว ซึ่งจะช่วยให้เขามีความนับถือตนเองอย่างมั่นคง สอนลูกอย่างใจเย็น เมื่อเขาทำผิด เช่น เขียนผิดหรืออ่านผิด ก็อย่าบ่น แต่ต้องช่วยแก้ไขข้อที่ผิดอย่างอดทน พยายามใจเย็นๆควรรอฟังเด็กพูดหรือรอเขียน เพราะอาจพูดหรือเขียนได้ไม่คล่องต้องใช้เวลาสักนิด มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูก โดยการแสดงความรักต่อกัน มีการพูดคุยกันเพราะว่าเด็กจะได้เปิดใจมากขึ้น อ่านหนังสือสนุกๆให้ฟังบ้าง เพื่อช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดคำถามเล่าเรื่องและแสดงความคิดเห็น มีความคาดหวังที่เหมาะสม อย่าสนใจคะแนนมากนนัก เพราะว่าเด็กอาจจะทำคะแนนได้ไม่ดี ทั้งที่พยายามมากแล้ว พฤติกรรมดื้อรั้น เกียจคร้าน ก้าวร้าวต่างๆ ที่เด็กแสดงออกมานั้นสามารถแก้ไขได้ ขอแค่คุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรม และทำความเข้าใจเกี่ยวกับความผิดปกติที่เกิดขึ้น เพียงเท่านี้ลูกของคุณก็จะเป็นเด็กที่มีความมั่นใจมากขึ้น และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

รู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นเด็ก LD

เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ (Learning Disabilities ; LD) ส่วนใหญ่จะมีสติปัญญาปกติ บางคนอาจเป็นเด็กฉลาดด้วยซ้ำ แต่ว่ามีความบกพร่องในการเรียนรู้ อาจจะเกิดจากเส้นประสาทสมองบางเส้นไปจับผิดที่ หรือจับผิดคู่ บางคนก็เกิดจากพันธุกรรมก็ได้ ซึ่งอาการที่แสดงออกมาอาจจะมีข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อร่วมกันดังนี้ ความบกพร่องในการอ่าน เด็กบางคนอ่านหนังสือคล่อง สะกดคำได้ถูกต้อง และท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ไม่สามารถจับประเด็นได้ หรือเด็กบางคนอ่านแล้วสามารถเล่าเรื่องราวได้หมด แต่เมื่อผู้ใหญ่ถามเจาะลึกลงไปกลับไม่สามารถตอบคำถามได้ ความบกพร่องในการเขียน เด็กอาจจะเขียนตัวหนังสือกลับหลัง เขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ไม่ถูกที่ หรือเขียนคำสลับตำแหน่งกัน ทำให้เป็นเด็กเขียนช้าและไม่ชอบเขียนไปเลย ความบกพร่องในการคิด เมื่อเด็กรับข้อมูลข่าวสารมาแล้วไม่สามารถเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ได้ สับสนในการทำตามคำสั่ง การให้เหตุผลที่ไม่ดีพอเมื่อเรียนแล้วก็ลืม ความบกพร่องในการคำนวณ การเขียนตัวเลขผิดเพราะว่าไม่เข้าใจค่าของตัวเลขในหลักต่างๆ ไม่เข้าใจเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ หรือไม่สามารถตีโจทย์ปัญหาได้ ส่วนใหญ่เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านต่างๆ จะมีความรู้สึกว่าตนเองมีปมด้อย เรียนหนังสือไม่เก่ง เป็นคนโง่ เพราะว่าจะถูกเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นหรือพี่น้องว่าไม่เห็นเก่งเหมือนคนอื่นเลย และมักจะได้รับการลงโทษมากกว่าเด็กปกติคนอื่น จึงทำให้กลายเป็นปัญหาต่อเด็กมากยิ่งขึ้น

เมื่อลูกพูดช้า จะทำอย่างไร

คุณพ่อคุณแม่หลายคนค่อนข้างที่จะหนักใจในการที่ลูกพูดช้า ในขณะที่เด็กคนอื่นที่อายุใกล้เคียงกัน หรือเท่ากันกับลูก พูดไปได้มากแล้ว พ่อแม่ที่ประสบปัญหานี้ก็มักจะปรึกษากับเพื่อน ญาติพี่น้อง ว่าเด็กเป็น “เด็กปากหนัก” จะมีผลเสียอย่างไรแล้วจะทำอย่างไรดี ก่อนอื่นคุณพ่อคุณแม่จะต้องเข้าใจกับพัฒนาการทางภาษาของเด็ก เราไม่สามารถระบุเจาะจงอายุของเด็กที่แน่นอนว่าเด็กควรพูดได้เมื่ออายุเท่าใด อย่างไรก็ตาม แม้เราจะพบวาเด็กที่พูดช้าบางคนอาจอยู่ในกลุ่ม “ปากหนัก” แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะสังเกตปัจจัยที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านภาษาดังนี้ 1 การใช้ภาษาท่าทาง เช่น การชี้บอกความต้องการ การพยักหน้า ส่ายหน้า การชูแขนสองข้างขึ้นเพื่อให้อุ้ม จากการศึกษาพบว่า เด็กที่ยังไม่พูดแต่สามารถสื่อสารโดยใช้ภาษาท่าทางจะสามารถพัฒนาภาษาพูดได้ทันเพื่อนในวัยเดียวกัน นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กที่พูดช้าและได้รับการสอนให้สื่อสารโดยไม่ใช้คำพูดสามารถมีพัฒนาการของการพูดได้ดี 2 อายุที่ได้รับการวินิจฉัย ในรายที่มารับการตรวจวินิจฉัยและบำบัดรักษา เมื่ออายุมากขึ้นมักจะมีพัฒนาการที่ดีน้อยกว่าเด็กที่มาตั้งแต่อายุยังน้อย รวมทั้งเด็กในช่วงอายุ 2 ปี – 2 ปี 6 เดือน ที่มีอัตราการเพิ่มของพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าเด็กอื่นพบว่าจะมีพัฒนาการตามหลังเพื่อนในวัยเดียวกัน 3 ความเข้าใจภาษา การที่เด็กแสดงลักษณะที่ว่าเข้าใจในสิ่งที่ผู้อื่นพูด เช่นการทำตามคำสั่งได้ การชี้อวัยวะเมื่อถูกถาม การเข้าใจเมื่อถูกห้าม การหันหาเสียงเรียกชื่อ โดยส่วนใหญ่แล้วเด็กควรเข้าใจภาษาก่อนที่จะพูด และสื่อสารกับผู้อื่นได้ ซึ่งมีการศึกษาติดตามเด็กที่ “ปากหนัก” พบว่า เมื่อติดตามเด็กจะมีความเข้าใจภาษาอยู่ในเกณฑ์ปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่มีปัญหาล่าช้าในการพัฒนาทางด้านภาษา สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำเมื่อพบว่าลูกมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรคาดเดาเอาว่าลูกเหมือนเด็กคนอื่นและจะพูดได้ในที่สุด แต่ควรไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ…

การเจริญเติบโตของทารกในระยะที่อยู่ในครรภ์

การสืบพันธุ์ของคนเริ่มจากไข่ได้รับการปฏิสนธิจากอสุจิเป็นไซโกตที่ท่อนำไข่ส่วนต้น จากนั้นก็แบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนกลายเป็นเอมบลิโอพร้อมกับเคลื่อนที่มาตามท่อนำไข่ เริ่มฝังตัวในผนังมดลูกเมื่ออายุได้ประมาณ 7 วัน และฝังตัวติดในผนังมดลูกเมื่ออายุได้ 9 วัน ในช่วงนี้จะมีการสร้างรกซึ่งเกิดจากกลุ่มเซลล์ที่อยู่ชั้นนอกของเอมบลิโอเจริญร่วมกับ เนื้อเยื่อชั้นในของผนังมดลูก ในระยะนี้มีการสร้างถุงน้ำคร่ำขึ้นด้วย เมื่ออายุได้ 2 สัปดาห์ เอมบลิโอจะมีความยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร มีการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อเริ่มแรกขึ้น 3 ชั้น และในสัปดาห์ที่ 3 เริ่มปรากฏร่องรอยของระบบ และอวัยวะขึ้น ซึ่งได้แก่ระบบประสาท หัวใจมีลักษณะเป็นท่อและเริ่มเต้นเป็นจังหวะ ระยะนี้เอมบลิโอมีความยาวประมาณ 2.3 มิลลิเมตร หลังจากนั้นเอมบลิโอจะเริ่มมีอวัยวะต่างๆเจริญเพิ่มมากขึ้น แขน และขาเริ่มปรากฏชัดเจน เมื่ออายุได้ 4 สัปดาห์ อวัยวะต่างๆจะเจริญเติบโตมีอวัยวะครบ เมื่ออายุได้ 8 สัปดาห์ ซึ่งเป็นระยะสิ้นสุดของเอมบลิโอ และหลังจากระยะนี้แล้วจะเรียกว่า ฟีตัส (fetus) เมื่ออายุได้ 8-9 สัปดาห์ จะมีนิ้วมือและนิ้วเท้าเจริญให้เห็นได้ชัดเจน และสามารถบอกเพศได้ในช่วงเดือนที่ 4-6 ฟีตัสจะมีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ มีการเคลื่อนไหวมากขึ้น สามารถรับเสียงจากภายนอกได้ มีการเจริญเติบโตของกระดูก มีผม มีขน…

เทคนิคการถ่ายภาพลูกน้อยของพ่อแม่มือใหม่

ผู้เป็นพ่อแม่ทุกคนย่อมอยากเก็บภาพความสุข ความประทับใจ และการเจริญเติบโต ของลูกน้อยเอาไว้ แต่การจะถ่ายภาพลูกน้อยให้ออกมาสวยงามประทับใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเด็กยังเล็กเกินไปที่จะมาเป็นแบบอยู่นิ่งๆให้ถ่ายภาพได้อย่างง่ายๆ ดังนั้นการจะถ่ายภาพเด็กให้ออกมาสวยงามได้นั้นจะต้องใช้ความอดทนอย่างสูง แต่มันก็คุ้มค่าสำหรับความอดทน เพราะคุณจะได้ภาพที่สวยงามและเมื่อพวกเค้าเติบโตขึ้นมา และได้เห็นภาพนั้นเค้าก็จะต้องประทับใจอย่างแน่นอน ศิลปะในการถ่ายภาพเด็ก ก่อนอื่นจะต้องเข้าใจถึงอารมณ์ของเด็กก่อน ควรเลือกช่วงเวลาที่เด็กอารมณ์ดี สดใส แล้วภาพที่ออกมาก็จะดูดีไปด้วย  ในการจับภาพใบหน้าแสดงอารมณ์ต่างๆนั้นจะต้องไม่ใช้แฟลช เนื่องจากดวงตาของเด็กยังบอบบาง แสงแฟลชอาจทำลายสายตาของเด็กได้ควรใช้ระบบปรับโฟกัสแบบแมนนวล และเลือกสปีดชัตเตอร์สูง ฉากหลังควรเรียบง่ายไม่รกรุงรังเพื่อให้ภาพของเด็กดูโดดเด่น การที่จะให้เด็กสนใจนั้นจะต้องให้เด็กอยู่ในที่ ที่รู้สึกสบายเช่นการออกมารับอากาศนอกบ้าน ระเบียงหน้า เป็นต้น และควรใช้ของเล่นมาล่อให้เด็กสนใจ และที่สำคัญควรถ่ายภาพในระดับเดียวกับเด็กหรือระดับสายตาของเด็ก เพื่อจะได้เห็นสิ่งที่แสดงออกทางสายตา อย่างชัดเจน ข้อห้ามเด็ดขาดคือห้ามบังคับเด็กให้ถ่ายภาพถ้าเด็กไม่ต้องการเนื่องจากจะทำให้เด็กเกิดความฝังใจและเมื่อโตมาจะทำเกิดอาการเกร็งเมื่อเจอกล้องได้