วิธีการป้องกันและรักษาสิวที่หลัง

สิวที่หลัง แม้จะไม่มีใครเห็น แต่ก็เป็นปัญหากวนใจของหลายคน ทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยเฉพาะสำหรับผู้ชายหลายคนที่บางครั้งขึ้นเยอะมากจนสร้างความรำคาญใจและทำให้ไม่กล้าที่จะถอดเสื้อโชว์กล้ามเนื้อแบบชายหนุ่มหลายๆคนเลยทีเดียว เคล็ดลับในการจัดการกับปัญหาสิวที่แผ่นหลัง เพื่อเรียกว่าความมั่นใจและสุขภาพผิวที่สดใสกลับมา สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ 1. อาบน้ำด้วยครีมอาบน้ำแทนสบู่ เนื่องจากสบู่มีส่วนทำให้ผิวหนังแห้ง ร่างกายจึงต้องผลิตน้ำมันขึ้นมาทดแทนปริมาณน้ำมันที่สูญเสียไปจากการถูสบู่บ่อยๆ ยิ่งผิวผลิตน้ำมันออกมามากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เกิดปัญหารูขุมขนอุดตันได้มากเท่านั้น เมื่อรูขุมขนอุดตันก็จะเกิดเป็นเม็ดสิวขึ้นมา ดังนั้นจึงสามารถแก้ปัญหาเรื่องสิวที่หลังได้โดยกร ปรับมาใช้ ครีมอาบน้ำสูตรอ่อนโยนที่ไม่ทำให้ผิวแห้งแทน 2. ดูแลทำความสะอาด เส้นผม อย่างสม่ำเสมอ อาจจะรู้สึกว่าไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ความจริงแล้วเส้นผม เป็นส่วนสำคัญทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แม้ว่าจะไม่ได้ไว้ผมยาว แต่เส้นผมก็เป็นที่สะสมของสิ่งสกปรกต่างๆ ได้อย่างมากมาย ทั้งฝุ่น ควัน ละออง คราบเหงื่อไคล และจะไหลย้อยลงมาที่ท้ายทอย ต้นคอ และลงสู่แผ่นหลังในที่สุด จึงจะต้องใส่ใจกับความสะอาดของเส้นผมกันให้มาก เพราะคราบเหงื่อไคลที่ไหลย้อยลงมาจากเส้นผม ก็อาจเป็นต้นเหตุของเกิดการสิวที่หลัง หรือ บริเวณท้ายทอยได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนที่ชอบใส่น้ำมัน เจลแต่งผม ยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ 3. การอาบน้ำหลังเหงื่อออกมากๆ หรือออกกำลังกาย หากต้องทำกิจกรรมใดๆ ที่ทำให้เหงื่อออกมากๆ ไม่ว่าจะจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว หรือหลังการออกกำลังกาย จะต้องรีบอาบน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้าในทันที เพราะการใส่เสื้อผ้าที่อมเหงื่อไว้นานๆ จะก่อให้เกิดการหมักหมมของแบคทีเรีย เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาสิวที่หลังได้…

วิธีการทำพะแนงหรือแกงแดง

“พะแนง” เป็นแกงที่แผลงมาจากแกงแดง คนโบราณมักเรียกว่าแกงแดง แต่มีส่วนผสมลูกผักชีคั่วป่นและถั่วลิสงคั่วป่นมากกว่าแกงแดง น้ำพะแนงจะข้นเล็กน้อยแต่เนื้อไม่เนียนเพราะมีถั่วลิสงสีแดงเข้มเพราะใส่เครื่องเทศ กลิ่นหอม หมูหรือไก่นุ่มรสกลมกล่อม เผ็ด เค็ม หวานเสมอกัน พะแนง เป็นอาหารไทยประเภทแกง โดยมีส่วนผสมหลักของเครื่องแกง คือ พริก ข่า ตะไคร้ รากผักชี ลูกผักชี เมล็ดยี่หร่า กะเทียม และเกลือ ส่วนประกอบ (สำหรับ 4 ที่) เครื่องปรุง เนื้อไก่หรือเนื้อหมู 500 กรัม มะพร้าวขูด 500 กรัม ใบมะกรูดหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม) น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ (25 กรัม) ใบโหระพาเด็ดเป็นใบ 1/2 ถ้วย พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง 1 เม็ด น้ำมัน 2 –…

พระธาตุล้านนา พระธาตุประจำปีเกิด

นานมาแล้วที่ชาวล้านนาคุ้นเคยกับตำนานพระธาตุประจำปีเกิด เรื่องเล่าต่างๆ ถูกเรียงร้อยอยู่ในความทรงจำของผู้เฒ่าผู้แก่ ตกทอดสู่รุ่นลูกหลานในรูปคติความเชื่อ ห่อหุ้มไว้ด้ยศรัทธาอย่างแรงกล้าและคงทน สำหรับชาวล้านนาทุกคนมีพระธาตุประจำปีเกิดหรือพระธาตุปี๋เปิ้งของตนเอง ตามที่ปรากฏในตำราพื้นเมือง เรียกว่า “ชุธาตุ” โวดยก่อนที่แต่ละครจะปฏิสนธิในครรภ์มารดานั้น ดวงวิญญาณจะมา “ชุ” หมายถึง พัก หรือบรรจุอยู่ที่พระธาตุเจดีย์ประจำตัวก่อน โดยมีสัตว์ประจำปีเกิดพามา จะมาเองไม่ได้ สัตว์ตัวที่นำดวงวิญญาณนี้ คือ ตัวพึ่ง หรืออกเสียงแบบชาวล้านนาว่า ตั๋วเปิ้ง ซึ่งก็คือสัญลักษณ์ประจำปีนักษัตรของล้านนานั่นเอง จนกระทั่งเมื่อได้เวลา วิญญาณจะไปสถิตอยู่ที่กระหม่อมของบิดา เป็นเวลา 7 วัน แล้วจึงเคลื่อนเข้าสู่ครรภ์ของมารดา โดยสังวาสวิสัย เกิดการปฏิสนธิเป็นทารก จวบจนเมื่อสิ้นอายุขัย ดวงวิญญาณก็จะกลับไป “ชุ” อยู่ที่พระธาตุประจำตัวตนตามเดิม ดังนั้นเมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งของชาวล้านนา จึงต้องหาโอกาสไปสักการบูชาพระธาตุประจำปีเกิดของตนให้ได้สักครั้ง เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ถือว่าจะได้อานิสงส์สูง คนเกิดปีใจ้ (ชวด) ตั๋วเปิ้งคือหนู จำนำดวงวิญญาณมาชุไว้ที่ พระธาตุศรีจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระทักขิณโมฬีธาตุ (กระดูดกระหม่อมด้านขวา) มีความพิเศษกว่าพระธาตุทุกองค์ คือ ประดิษฐานอยู่ในกู่ภายในวิหารจัตุรมุข อัญเชิญออกมาสักการะและสรงน้ำได้ คนเกิดปีเป้า (ฉลู) ตั๋วเปิ้งคือวัว จะนำดวงวิญญาณมาชุไว้ที่…

กีฬาพื้นบ้าน มวยทะเล

มวยทะเล ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดขึ้นในสมัยใดและใครเป็นผู้ริเริ่มการละเล่นประเภทนี้ แต่มวยทะเลถือเป็นกีฬาพื้นบ้านของไทยที่มีเล่นมาตั้งแต่โบราณ ข้อมูลบางแหล่งระบุว่า แต่เดิมนิยมเล่นกันในภาคใต้ เพราะมีพื้นที่ติดทะเลมาก และกีฬาประเภทนี้นิยมจัดเล่นกันบริเวณน้ำตื้นๆ ริมชายฝั่งทะเล สันนิษฐานว่าดัดแปลงมาจากมวยไทย บนรูปแบบเวทีมวยที่แตกต่างไปเพื่อความสนุกสนานในงานรื่นเริง มวยทะเลได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาไทยจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2556 มวยทะเลชกต่อยกันบนไม้ท่อนเดียวที่วางอยู่บนฐานทั้งสองด้าน แบ่งเป็นมุมแดง และมุมน้ำเงิน เฉกเช่นเดียวกับเวทีมวยทั่วไป ใครตกน้ำก่อนก็จะเป็นฝ่ายแพ้ กฎกติกา ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก ตัวเวทีนั้นใช้ไม้ปักเป็นเสาสองต้นไขว้กันสองฝั่งเป็นขาสำหรับรองไม้พาด ขาทั้งสองข้างมีระยะห่างอย่างน้อย 3 เมตร สูงจากพื้นน้ำประมาณ 1-2 เมตร บางที่เวทีอาจตั้งอยู่บนพื้นดิน โดยใช้วิธีรองเบาะนุ่มๆ ไว้ด้านล่างสำหรับรองรับนักมวยเวลาตกลงมา และที่บริเวณฐานเสาทั้งสองด้านต้องจัดพี่เลี้ยงยืนไว้คอยระวัง รับนักมวยที่ตกลงมาไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ อาทิ ท่าลงที่ไม่ปลอดภัย ไม่ให้ตกลงจากเบาะ คอยกันไม่ให้เหวี่ยงไปโดยเสาค้ำ ในบางเวที เพื่อเพิ่มความสนุกสนานให้กับการแข่งขันอาจทาน้ำมันหมูลงบนไม้พาด เพื่อเพิ่มความยากในการทรงตัว ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีในโลกยุคใหม่ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้คนส่วนใหญ่มิได้ใช้เวลาว่างกับการละเล่นกลางแจ้งอีกต่อไป ทั้งยังมีกิจกรรมสมัยใหม่ให้ทำมากมายผ่านเครื่องมือทางเทคโนโลยีต่างๆ ขณะที่ในปัจจุบันกีฬาการละเล่นสมัยใหม่จากตะวันตกหลายประเภทก็ดูน่าสนใจตื่นเต้นกว่าการละเล่นแบบโบราณของไทย ความสนใจของผู้คนที่มีต่อกีฬาพื้นถิ่น การละเล่นพื้นบ้าน จึงกำจัดอยู่ในแวดวงเล็กๆ เท่านั้น ที่มา : วารสารวัฒนธรรม ปีที่ 55 ฉบับที่…

สายพันธุ์ไก่ชนไทยมีอะไรบ้าง

ไก่ชนไทย ปรากฏอยู่ในวิถีชิวิตไทยมาเนิ่นนาน มีทั้งที่อยู่ในนิทานและพงศวดาร เช่น นิทานเรื่องนางสิบสอง พระรถเสนมีไก่ชนสองตัวมีความสามารถชนชนะไก่เจ้าเมือง หลักฐานพงศาวดารปรากฎเรื่องราวการชนไก่ของสมเด็จพระนเศวรกับพระมหาอุปราชแห่งหงสาวดีครั้งยังประทับอยู่ในฐานะเชลยศึกที่พม่า ซึ่งถูกหยิบยกมาพูดถึงอยู่ทุกครั้งไปเมื่อมีการกล่าวถึงเรื่องราวของไก่ชนไทย ไก่ของพระองค์คือไก่ชนสายพันธุ์ไทยที่เรียกว่า ไก่เหลืองหางขาว หรือไก่พระเจ้าห้าพระองค์ แต่ละภาคแต่ละซุ้มไก่ชนมีความนิยมในสายพันธุ์ไก่ชนที่แตกต่างกันไป สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาไก่พื้นเมืองไทยได้รับรองไก่ชนพันธุ์ไทยมีทั้งหมด 10 สายพันธุ์ ได้แก่ 1. เหลืองหางขาว 2. ประดู่หางดำ 3. เขียวหางดำ 4. เทาหางขาว 5. นกแดงหางแดง 6. ทองแดงหางดำ 7. นกกดหางดำ 8. ลายหางขาว 9. เขียวเลาหางขาว 10. ประดู่เลาหางขาว ไก่ชนแต่ละประเภทมีลักษณะเด่นและความงดงามแตกต่างกันไป แต่ชื่อที่คุ้นหูและได้ยินบ่อยที่สุดเห็นจะได้แก่ ไก่ชนไทยพันธุ์เหลืองหางขาว พระเจ้าห้าพระองค์ นอกจากความงดงามแล้ว ผู้เลี้ยงไก่เชื่อกันว่านี่เป็นไก่เจ้า หากมีลักษณะครบตามตำราโบราณนอกจากจะสวยงามแล้วโบราณเชื่อว่าจะให้โชคกับผู้เลี้ยงผู้ครอบครอง ไก่เหลืองหางขาว มีต้นสายอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก ประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาไก่ชนพระนเรศวรมหาราช ตำบลหัวรอ จังหวัดพิษณุโลก ได้กล่าวว่า ไก่ชนสายพันธุ์ไทยแท้ที่จริงก็คือไก่บ้าน ไก่ป่า พัฒนาสายพันธุ์โดยชาวบ้านซึ่งเป็นผู้เลี้ยงมาตั้งแต่อดีต สืบทอดมาจนปัจจุบัน คนโบราณเลี้ยงไว้ติดบ้านใช้ประโยชน์หลายทอง กินเนื้อ กินไข่…

เครื่องบูชาอย่างไทยมีอะไรบ้าง

สังคมไทยเต็มไปด้วยรูปแบบของการแสดงความเคารพต่อสิ่งที่ควรนับถือ ผู้มีพระคุณ หรือการแสดงออกอันเป็นธรรมเนียมแบบแผนถึงการมีวัฒนธรรมมายาวนาน เราเรียกการตอบแทนซึ่งแสดงถึงความเคารพเช่นนั้นว่า “การบูชา” โดยยึดโยงกับความอ่อนน้อม และความอาวุโสเป็นหลักใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยความที่เป็นสังคมพุทธศาสนา ทำให้คติการบูชาของคนไทยผูกโยงเข้ากับการประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในจริยวัตรอันงดงามถูกต้อง อนึ่งก็เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเป็นพุทธศาสนิกชนอันดีพร้อมงดงาม การบูชา ตามธรรมเนียมและตามหลักพุทธศาสนา แบ่งเป็น 2 ชนิดง่ายๆ คือ “ปฏิบัติบูชา” คือการบูชาด้วยการประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรม ถูกต้องดีงาม พร้อมด้วย ทาน ศีล ภาวนา ครบถ้วนตามหลักไตรสรณคมน์ ซึ่งตามหลักพุทธศาสนาถือเป็นการบูชาที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ทว่าตลอดการสั่งสมของสังคมไทยเต็มไปด้วยความประณีตงดงามในวิถีชีวิตวัฒนธรรม จึงคิดประดิดประดอย “เครื่องบูชาอย่างไทย” ต่างๆขึ้นเคียงคู่การแสดงความนอบน้อม กลายเป็น “อามิสบูชา” คือการบูชาด้วยวัตถุสิ่งของเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวอย่างดอกไม้ ธูปเทียน หมากพลู หรือปัจจัยสี่ ต่างๆ ต่อเนื่องผสมผสานกับศิลปะงานช่างโบราณและการคิดประดิษฐ์ จึงก่อเกิดเครื่องประกอบการบูชาอย่างไทย ที่มักทำกันเป็นรูปแบบอันงดงามเคียงคู่การแสดงความเคารพ เครื่องบูชาอย่างไทย แบ่งออกเป็นเครื่องบูชาแบบของราษฎร์ และเครื่องบูชาแบบของหลวง แม้จะมีรูปแบบของเครื่องบูชาแตกต่างละเอียดอ่อนเช่นไร แต่โดยหลักแล้วเครื่องประกอบการบูชาของไทย มี 4 อย่างด้วยกันคือ ข้าวตอก ดอกไม้ เทียน และธูป ข้าวตอก ในทางพุทธศาสนาถือเป็นเครื่องบูชาพระพุทธ เชื่อกันว่าเป็นของบริสุทธิ์…

จากอดีตถึงโขนไทยในศตวรรษที่ 21

โขนวิวัฒนาการมาโดยตลอดจาก “โขนหลวง” ครั้งกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัชกาลที่ 1 สันนิษฐานว่ายุคแรกนี้เล่นกันกลางแจ้งบนพื้นดิน ไม่มีเวที จึงแบ่งเรียกว่า “โขนกลางแปลง” ต่อมาพัฒนาให้มีการปลูกโรงให้เล่น มีไม้ไผ่พาดตามยาวให้ตัวละครที่มีศักดิ์นั่ง จึงเรียกว่า “โขนนั่งราว” และเมื่อมีการแสดงโขนสลับการแสดงหนังใหญ่จนภายหลังคงเหลือเฉพาะแต่โขนที่มีจอหนังใหญ่เป็นฉากหลังจึงเรียก “โขนหน้าจอ” ทั้งสามประเภทเป็นโขนที่มีแต่การเจรจา ไม่มีเพลงร้อง จนกระทั่งได้รับอิทธิพลจากการแสดงละครใน โขนจึงมีบทขับร้องเรียกว่า “โขนโรงใน” และเมื่อถึงรัชกาลที่ 5 มีการจัดฉากประกอบตามท้องเรื่อง จึงเรียกว่า “โขนฉาก” ทั้ง 5 ประเภท เป็นโขนแบบจารีต และเป็นมหรสพหลวงที่พระเจ้าแผ่นดินเป็นเจ้าของ แต่ก็มีพระบรมราชานุญาตให้เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่หัดโขนได้ จึงเกิด “โขนบรรดาศักดิ์” เช่น โขนของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ โขนของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา เป็นต้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โขนละครตามประเพณีก็ทรุดโทรม กอปรกับมหรสพทันสมัยจากตะวันตกเข้ามาทดแทน ความพยายามฟื้นฟูโขนมีเรื่อยมาจนกระทั่งเข้าสู่ศตวรรษ 21 โขนต้องปรับตัวตามยุคสมัย จากที่เคยมีกระบวนการเล่นตามจารีต มีความประณีตในเรื่องเครื่องแต่งกายนักแสดง จัดแสดงในวาระสำคัญ หาชมได้ยาก จากวัฒนธรรมหลวง กลายเป็นวัฒนธรรมมวลชนที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ หาดูสะดวก มีจัดแสดงตามสถานที่ทั่วไป เนื้อเรื่องกระชับ ระยะเวลาการแสดงสั้นลง และมีเทคนิคพิเศษมาประกอบการแสดง ทั้งฉาก…