สายพันธุ์ไก่ชนไทยมีอะไรบ้าง

ไก่ชนไทย ปรากฏอยู่ในวิถีชิวิตไทยมาเนิ่นนาน มีทั้งที่อยู่ในนิทานและพงศวดาร เช่น นิทานเรื่องนางสิบสอง พระรถเสนมีไก่ชนสองตัวมีความสามารถชนชนะไก่เจ้าเมือง หลักฐานพงศาวดารปรากฎเรื่องราวการชนไก่ของสมเด็จพระนเศวรกับพระมหาอุปราชแห่งหงสาวดีครั้งยังประทับอยู่ในฐานะเชลยศึกที่พม่า ซึ่งถูกหยิบยกมาพูดถึงอยู่ทุกครั้งไปเมื่อมีการกล่าวถึงเรื่องราวของไก่ชนไทย ไก่ของพระองค์คือไก่ชนสายพันธุ์ไทยที่เรียกว่า ไก่เหลืองหางขาว หรือไก่พระเจ้าห้าพระองค์ แต่ละภาคแต่ละซุ้มไก่ชนมีความนิยมในสายพันธุ์ไก่ชนที่แตกต่างกันไป สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาไก่พื้นเมืองไทยได้รับรองไก่ชนพันธุ์ไทยมีทั้งหมด 10 สายพันธุ์ ได้แก่ 1. เหลืองหางขาว 2. ประดู่หางดำ 3. เขียวหางดำ 4. เทาหางขาว 5. นกแดงหางแดง 6. ทองแดงหางดำ 7. นกกดหางดำ 8. ลายหางขาว 9. เขียวเลาหางขาว 10. ประดู่เลาหางขาว ไก่ชนแต่ละประเภทมีลักษณะเด่นและความงดงามแตกต่างกันไป แต่ชื่อที่คุ้นหูและได้ยินบ่อยที่สุดเห็นจะได้แก่ ไก่ชนไทยพันธุ์เหลืองหางขาว พระเจ้าห้าพระองค์ นอกจากความงดงามแล้ว ผู้เลี้ยงไก่เชื่อกันว่านี่เป็นไก่เจ้า หากมีลักษณะครบตามตำราโบราณนอกจากจะสวยงามแล้วโบราณเชื่อว่าจะให้โชคกับผู้เลี้ยงผู้ครอบครอง ไก่เหลืองหางขาว มีต้นสายอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก ประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาไก่ชนพระนเรศวรมหาราช ตำบลหัวรอ จังหวัดพิษณุโลก ได้กล่าวว่า ไก่ชนสายพันธุ์ไทยแท้ที่จริงก็คือไก่บ้าน ไก่ป่า พัฒนาสายพันธุ์โดยชาวบ้านซึ่งเป็นผู้เลี้ยงมาตั้งแต่อดีต สืบทอดมาจนปัจจุบัน คนโบราณเลี้ยงไว้ติดบ้านใช้ประโยชน์หลายทอง กินเนื้อ กินไข่…

เครื่องบูชาอย่างไทยมีอะไรบ้าง

สังคมไทยเต็มไปด้วยรูปแบบของการแสดงความเคารพต่อสิ่งที่ควรนับถือ ผู้มีพระคุณ หรือการแสดงออกอันเป็นธรรมเนียมแบบแผนถึงการมีวัฒนธรรมมายาวนาน เราเรียกการตอบแทนซึ่งแสดงถึงความเคารพเช่นนั้นว่า “การบูชา” โดยยึดโยงกับความอ่อนน้อม และความอาวุโสเป็นหลักใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยความที่เป็นสังคมพุทธศาสนา ทำให้คติการบูชาของคนไทยผูกโยงเข้ากับการประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในจริยวัตรอันงดงามถูกต้อง อนึ่งก็เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเป็นพุทธศาสนิกชนอันดีพร้อมงดงาม การบูชา ตามธรรมเนียมและตามหลักพุทธศาสนา แบ่งเป็น 2 ชนิดง่ายๆ คือ “ปฏิบัติบูชา” คือการบูชาด้วยการประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรม ถูกต้องดีงาม พร้อมด้วย ทาน ศีล ภาวนา ครบถ้วนตามหลักไตรสรณคมน์ ซึ่งตามหลักพุทธศาสนาถือเป็นการบูชาที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ทว่าตลอดการสั่งสมของสังคมไทยเต็มไปด้วยความประณีตงดงามในวิถีชีวิตวัฒนธรรม จึงคิดประดิดประดอย “เครื่องบูชาอย่างไทย” ต่างๆขึ้นเคียงคู่การแสดงความนอบน้อม กลายเป็น “อามิสบูชา” คือการบูชาด้วยวัตถุสิ่งของเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวอย่างดอกไม้ ธูปเทียน หมากพลู หรือปัจจัยสี่ ต่างๆ ต่อเนื่องผสมผสานกับศิลปะงานช่างโบราณและการคิดประดิษฐ์ จึงก่อเกิดเครื่องประกอบการบูชาอย่างไทย ที่มักทำกันเป็นรูปแบบอันงดงามเคียงคู่การแสดงความเคารพ เครื่องบูชาอย่างไทย แบ่งออกเป็นเครื่องบูชาแบบของราษฎร์ และเครื่องบูชาแบบของหลวง แม้จะมีรูปแบบของเครื่องบูชาแตกต่างละเอียดอ่อนเช่นไร แต่โดยหลักแล้วเครื่องประกอบการบูชาของไทย มี 4 อย่างด้วยกันคือ ข้าวตอก ดอกไม้ เทียน และธูป ข้าวตอก ในทางพุทธศาสนาถือเป็นเครื่องบูชาพระพุทธ เชื่อกันว่าเป็นของบริสุทธิ์…

จากอดีตถึงโขนไทยในศตวรรษที่ 21

โขนวิวัฒนาการมาโดยตลอดจาก “โขนหลวง” ครั้งกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัชกาลที่ 1 สันนิษฐานว่ายุคแรกนี้เล่นกันกลางแจ้งบนพื้นดิน ไม่มีเวที จึงแบ่งเรียกว่า “โขนกลางแปลง” ต่อมาพัฒนาให้มีการปลูกโรงให้เล่น มีไม้ไผ่พาดตามยาวให้ตัวละครที่มีศักดิ์นั่ง จึงเรียกว่า “โขนนั่งราว” และเมื่อมีการแสดงโขนสลับการแสดงหนังใหญ่จนภายหลังคงเหลือเฉพาะแต่โขนที่มีจอหนังใหญ่เป็นฉากหลังจึงเรียก “โขนหน้าจอ” ทั้งสามประเภทเป็นโขนที่มีแต่การเจรจา ไม่มีเพลงร้อง จนกระทั่งได้รับอิทธิพลจากการแสดงละครใน โขนจึงมีบทขับร้องเรียกว่า “โขนโรงใน” และเมื่อถึงรัชกาลที่ 5 มีการจัดฉากประกอบตามท้องเรื่อง จึงเรียกว่า “โขนฉาก” ทั้ง 5 ประเภท เป็นโขนแบบจารีต และเป็นมหรสพหลวงที่พระเจ้าแผ่นดินเป็นเจ้าของ แต่ก็มีพระบรมราชานุญาตให้เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่หัดโขนได้ จึงเกิด “โขนบรรดาศักดิ์” เช่น โขนของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ โขนของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา เป็นต้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โขนละครตามประเพณีก็ทรุดโทรม กอปรกับมหรสพทันสมัยจากตะวันตกเข้ามาทดแทน ความพยายามฟื้นฟูโขนมีเรื่อยมาจนกระทั่งเข้าสู่ศตวรรษ 21 โขนต้องปรับตัวตามยุคสมัย จากที่เคยมีกระบวนการเล่นตามจารีต มีความประณีตในเรื่องเครื่องแต่งกายนักแสดง จัดแสดงในวาระสำคัญ หาชมได้ยาก จากวัฒนธรรมหลวง กลายเป็นวัฒนธรรมมวลชนที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ หาดูสะดวก มีจัดแสดงตามสถานที่ทั่วไป เนื้อเรื่องกระชับ ระยะเวลาการแสดงสั้นลง และมีเทคนิคพิเศษมาประกอบการแสดง ทั้งฉาก…

ภาษาท่าทางของโขน รู้ภาษาโขนก่อนไปดู

โขนเป็นสุดยอดแห่งนาฏกรรมที่รวมศาสตร์และศิลปะหลายแขนงเข้าด้วยกัน ดังนั้นหากมีความรู้เรื่องต่างๆ บ้างก็จะช่วยเพิ่มความสนุกในการชมยิ่งขึ้น ภาษาท่าทาง โขนเปรียบเสมือนละครใบ้เพราะแต่เดิมไม่มีบทร้อง การแสดงแต่ละท่าจะบอกความหมาย ความรู้สึก ความคิด ความประสงค์ต่างๆ เอาไว้ ภาษาท่าทางที่ใช้ แบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ ท่าใช้แทนคำพูด เช่น รับ ปฏิเสธ ฯลฯ ท่าใช้เป็นอิริยาบถและกิริยาอาการ เช่น เดิน ไหว้ ยิ้ม ร้องไห้ ฯลฯ และท่าแสดงอารมณ์ภายใน เช่น รัก โกรธ ดีใจ เสียใจ ฯลฯ บางท่าดูเข้าใจได้เลย เช่น “ไป” แสดงท่าโบกมือออกจากตัวไปจนสุดแขน และถ้าหากโบกมือกลับเข้ามาหาตัวก็แปลว่า “มา” หรือ “ยิ้ม” แสดงด้วยการจีบมือซ้ายขึ้นมาไว้ที่ริมฝีปาก หรือท่าบอกว่า “รัก” ก็งอข้อศอกทั้งสองข้างมาไขว้กันที่หน้าอกแบมือทั้งสองข้างประทับอยู่ที่หน้าอก เป็นต้น เพลงประกอบ การออกท่าทางของโขนยังสัมพันธ์กับดนตรี ฉะนั้นหากมีความรู้เรื่องเพลงร่วมด้วยก็จะยิ่งสนุกขึ้น เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบกิริยาความเคลื่อนไหวต่างๆ หรืออารมณ์ของตัวละคร เช่น เพลงเชิด มีจังหวะเร็วจึงใช้สำหรับการรบพุ่งที่ต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว…

เครื่องประดับปีกแมลงทับ

แมลงทับ สัตว์ปีกตัวน้อยในป่าลึกที่มีวงจรชีวิตแสนสั้น ด้วยความที่ปีกแมลงทับมีสีเขียวมรกต มันวาว และคงความงดงามที่ไม่เสื่อมคลายลงตามกาลเวลา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงได้มีพระราชดำริให้นำแมลงทับมาตกแต่งเป็นเครื่องประดับทรงคุณค่า ตั้งแต่การนำมาทำเป็นเข็มกลัดประดับเพชร หรือทองเพื่อเพิ่มมูลค่า ไปจนถึงฉลอง พระองค์อันวิจิตรงดงาม ซึ่งแต่เดิมในราชสำนักมีการนำปีกแมลงทับมาประดับบนฉลองพระองค์ ปีกแมลงทับ  เนื้อแข็งสีเขียวแวววาว ผลผลิตจากธรรมชาติ ปัจจุบันจึงมีผู้ระลึกถึงประโยชน์และความสวยงาม นิยมนำปีกแมลงทับมาดัดแปลงทำเครื่องประดับกันมากขึ้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจึงทรงเกรงว่านานวันเข้าแมลงทับอาจจะสูญพันธุ์ได้ จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ราชเลขานุการในพระองค์แจ้งไปยังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อหาแนวทางอนุรักษ์และเพาะเลี้ยงแมลงทับ ดร.วาลุลี โรจนวงศ์ อดีตหัวหน้าโครงการ “การอนุรักษ์แมลงทับในประเทศไทย” ผู้คร่ำหวอดอยู่กับการอนุรักษ์แมลงทับมากกว่า 56 ปี ได้นำเอาแมลงทับหลากชนิดหลากสายพันธุ์มาให้เราได้ชมพร้อมกับบอกเล่าถึงโครงการดังกล่าวที่ได้ริเริ่มทำมาว่า “ครั้งแรกเลยคือสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานไข่แมลงทับที่พระองค์ท่านทรงเลี้ยงเอง มาให้และให้เรานำไปเลี้ยงต่อ ตอนนั้นมืดแปดด้านมากเพราะเรายังไม่ทราบมาก่อนว่าแมลงทับมีวิถีชีวิตเป็นอย่างไร เพราะก่อนหน้านั้น แมลงทับไม่ได้เป็นแมลงที่มีความสำคัญเกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจมาก่อนเลย เพียงแค่รู้ว่ามันมีความสวยงาม จะมีแต่คนภาคอีสานที่นำแมลงทับมากินโดยเด็ดปีกทิ้งไปเพราะปีกมันแข็ง แต่ก็วจะมีบางคนที่เก็บไว้ประดับกระติ๊บข้าวเหนียว เพราะปีกมันสวยงาม” หลังจากที่ทีมวิจัยทุ่มเทค้นคว้าหาข้อมูลวิจัยอยู่หลายปีทั้งในธรรมชาติและห้องปฏิบัติการจึงได้ข้อมูลว่าแมลงทับนั้นมีวัฏจักรโดยเริ่มจากการผสมพันธุ์กันของตัวเต็มวัยที่มักจับคู่กันในช่วงเวลาเช้าตั้งแต่ 10.00 – 14.00 น. บนต้นพืชอาหาร พอตกช่วงบ่าย ตัวเมียก็จะบินลงมาวางไข่ในดินครั้งละ 1 ถึง 2 ฟอง ต่อวัน โดยแมลงทับตัวเมียจะวางไข่ได้ประมาณ…

ประวัติความเป็นมาก่อนจะมาเป็นโขน

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่าวถึงการแสดงหรือการละเล่นอย่างหนึ่ง เรียกว่า “เล่นดึกดำบรรพ์” หรือ “ชักนาคดึกดำบรรพ์” เป็นการแสดงตำนานตอนที่พระนารายณ์ยกเขาพระสุเมรุมาปักลงกลางเกษียรสมุทร เอานาคพันเข้าโดยรอบ โดยให้เทวดาชักด้านหางของนาค และให้พวกยักษ์ชักด้านหัวนาค เป็นการกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤต นักวิชาการส่วนหนึ่งวิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นการแสดง “โขนโรงใหญ่” ครั้งแรกก็เป็นได้ เพราะเรื่องนารายณ์กวนเกษียรสมุทรนั้นเป็นเรื่องนารายณ์อวตารปางหนึ่ง เช่นเดียวกับเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นเรื่องนารายณ์อวตารอีกปางหนึ่ง ในชั้นหลังจึงมักสรุปกันว่า โขนวิวัฒนาการจากการละเล่น ดึกดำบรรพ์ ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นยักษ์ และฝ่ายหนึ่งเป็นเทวดา ประเด็นต่อมา คือ ที่กล่าวว่าโขนมาจากการรำกระบี่กระบอง มีผู้วิเคราะห์ว่าเป็นธรรมดาของการวิวัฒนาการที่มักนำสิ่งต่างๆ ที่แวดล้อมมาเข้าตัว บ้างมองกว้างไปมากกว่าการรำกระบี่กระบอง ว่าเป็น “การทหาร” หรือการฝึกอาวุธ การใช้อาวุธของทหารที่โขนรับมาผนวกเข้าเพื่อให้ดูจริงจัง เพราะในการแสดงโขนมีฉากรบพุ่งระหว่างกองทัพยักษ์ กับกองทัพวานรของพระรามอยู่แทบทุกตอน อีกทั้งศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของไทยมีท่าทางการใช้อาวุธที่สวยงาม ทั้งกระบวนการหลีกหลบ หลอกล่อ ยั่วคู่ต่อสู้ จึงเกิดการประดิษฐ์เป็นท่าเยื้องกรายร่ายรำที่เข้ากับดนตรีเป็นท่าต่างๆ เช่น ท่ากรายดาบเข้าหาคู่ต่อสู้ การสืบเท้าเพื่อหลีกหลบ เป็นต้น นอกจากท่ารบแล้ว โขนยังมี “ออกกราว” หรือการตรวจพลสวนสนามก่อนออกไปรบอีกด้วย ประเด็นสุดท้ายคือ โขนกับหนังใหญ่ ซึ่งมีข้อวิพากษ์กันมาก ฝ่ายหนึ่งว่า โขนรับเอาหลายสิ่งมาจากหนังใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยหลักๆ คือ – ท่าทางของการเล่นโขนที่เต้นไปตามจังหวะของดนตรีปี่พาทย์…

การแสดงโขน โขน คือ อะไร

หากนิยามกว้างๆ โขน คือการแสดงอย่างหนึ่ง ที่ผู้แสดงต้องสวมหน้ากากหรือหัวโขน ในทางสากลเรียกว่า Mask Play หมายถึง หน้ากากนาฏกรรมหรือการแสดงสวมหน้ากาก และถ้านิยามตามบริบท ในระยะแรกที่โขนเกิดขึ้นมานั้นโขนเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมของพราหมณ์ เล่าเรื่องการอวตารของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ซึ่งเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดู โขนจึงหมายถึงการละเล่นศักดิ์สิทธิ์ มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ศาสนา ไม่ใช่การแสดงเพราะไม่มีผู้ดู ทุกคนล้วนมีส่วนร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม ถ้าเป็นการแสดงจะแยกกันชัดระหว่างผู้เล่นและผู้ดู ต่อมาโขนค่อยปรับเพิ่มบริบทเป็นการจัดขึ้นเพื่อสรรเสริญพระมหากษัตริย์ว่าเป็นพระราม ซึ่งเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ลงมาปราบยุคเข็ญ แนวคิดเรื่องกษัตริย์เป็นสมมติเทพจึงส่งผ่านมาถึงไทย โขนในยุคแรกจึงเป็นการละเล่นศักดิ์สิทธิ์ของราชสำนัก ถูกยกย่องว่าเป็นเครื่องราชูปโภคของพระมหากษัตริย์ และเล่นเฉพาะในโอกาสพิเศษ เช่น งานถวายพระเพลิงพระบรมศพ งานฉลองปูชนียสถาน พระอาราม หรือสมโภชเจ้านายทรงบรรพชา สมโภชในงานเฉลิมพระชนมพรรษา สมโภชวันประสูติเจ้านานที่สูงศักดิ์ เป็นต้น การสืบค้นความหมายที่มาของคำว่า “โขน” มีผู้สันนิษฐานไว้หลายทาง ทางหนึ่งคือ ดูเทียบจากการออกเสียงที่มีสำเนียงเดียวกัน ซึ่งพบว่าในภาษาเบงคาลีมีคำที่ออกเสียงว่า ขละ หรือ โขล หรือ โขฬะ หมายถึง เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งใช้ตี รูปร่างคล้ายตะโพน ในภาษาทมิฬก็มีคำที่ออกเสียงว่า ไกล หรือ โกลัม หมายถึง การตกแต่งประดับร่างกายให้รู้ว่าเป็นเพศใด ขณะที่อิหร่านเองก็พบคำที่ออกเสียงว่า ควาน หรือ โขน…