สุดยอดอาหารช่วยคงความอ่อนเยาว์

อาหารช่วยคงความอ่อนเยาว์แม้ว่าเราไม่อาจชะลอความเร็วของเวลาบนโลกให้เดินช้าลงได้ แต่สำหรับเวลาของร่างกาย หรือที่เราเรียกกันว่าอายุร่างกายนั้น เราสามารถดึงความอ่อนเยาว์ให้อยู่กับเราได้นาน เพียงแค่รู้จักเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่จะแนะนำต่อไปนี้ เป็นอาหารจากธรรมชาติ ที่ช่วยคงความอ่อนเยาว์ไว้กับเราได้นาน ประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่า และยังหาทานได้ง่ายอีกด้วย

1 บลูเบอร์รี่ ผลไม้ลูกกลมเล็ก สีม่วง แต่อุดมไปด้วยสารอาหารอย่างมากมาย เป็นผลไม้ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เนื่องจากในบลูเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า ฟลาโวนอยด์ อยู่สูง ซึ่งมีการศึกษาพบว่าฟลาโวนอยด์มีส่วนสำคัญในการรักษาความทรงจำระยะสั้นและระยะยาวได้

2 องุ่น ผลไม้ที่หาทานได้ง่ายในบ้านเรา มีให้เลือกหลากหลายสายพันธุ์ เป็นผลไม้ที่อยู่เบื้องหลังผิวพรรณอันอ่อนเยาว์ โดยเฉพาะองุ่นสีแดงที่มีสาร เรสเวอราโทรล สูง ซึ่งเป็นสารที่มีการวิจัยพบว่าสามารถต้านการเสื่อมสภาพของเซลล์ได้ จึงให้ผลลัพธ์เป็นผิวพรรณที่ดูมีสุขภาพดี นอกจากนี้ยังมีการค้นพบอีกว่าสาร เรสเวอราโทรล สามารถป้องกันเซลล์จากรังสียูวี อันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย

3 ขิง เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่หาทานได้ง่ายมีประโยชน์ มีการศึกษาพบว่าขิงมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบรรเทาอาการอักเสบของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ปวดหลัง ปวดหัว หรือปวดกล้ามเนื้อต่างๆ ให้ดีขึ้นได้

4 ถั่วเหลือง ช่วยให้ผิวและผมสวยงาม เป็นอาหารที่มีกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จะต้องรับเข้ามาจากการกินอาหารในแต่ละวัน ซึ่งวิธีที่จะช่วยให้ได้รับกรดไขมันจำเป็นได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้น้ำมันงา หรือน้ำมันถั่วเหลืองประกอบอาหาร ในสัตว์พบในปลาซาร์ดีน ทูน่า และแซลมอน ส่วนพืชพบในเมล็ดพืช ถั่วเหลือง ไข่ และกุ้งนาง

5 งาดำ เม็ดเล็ดแต่มีประโยชน์หลากหลาย อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ อย่างวิตามินบี 1 บี2 บี3 บี5 บี6 บี9 แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี เหล็ก เป็นต้น โดยสามารถช่วยบำรุงร่างกายเกือบทุกสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็น ผม ผิวพรรณ กระดูก เล็บ ระบบขับถ่าย การบำรุงหัวใจ จึงเหมาะกับทุกวัย แม้กระทั่งเด็กที่มีอาการป่วย หรือผู้หญิงที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยทอง งาดำจะจำเป็นอย่างมาก เพราะช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนอย่างได้ผล

พุดดิ้งนมถั่วเหลืองผสมมะม่วง

พุดดิ้งนมถั่วเหลืองพุดดิ้งนมถั่วเหลือง อร่อยและดีต่อสุขภาพ เป็นขนมหวานที่ทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด และยังได้ประโยชน์มากมายอีกด้วย แถมยังผสมด้วยมะม่วงน้ำดอกไม้ที่หอมหวาน ยิ่งเพิ่มความอร่อยได้เป็นอย่างดี อร่อยและดีมีประโยชน์แบบนี้สามารถทำได้ดังนี้

ก่อนอื่นต้องเตรียมส่วนผสมตามนี้

ผงวุ้น จำนวน  2   ช้อนชา

นมถั่วเหลือง จำนวน 1 ถ้วยตวง

มะม่วงน้ำดอกไม้สุก จำนวน 1 ลูก

น้ำตาลทรายแดง จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำพุดดิ้งนมถั่วเหลือง

1 ปั่นมะม่วงน้ำดอกไม้จนละเอียด พักไว้

2 เทนมถั่วเหลืองใส่ภาชนะ ใส่น้ำตาลทรายแดงและผงวุ้น คนให้น้ำตาลทรายแดงละลาย

3 นำส่วนผสมในข้อ 2 ไปตั้งไฟ เคี่ยวด้วยไฟอ่อน หมั่นคนตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ส่วนผสมก้นหม้อไหม้

4 รอเดือด ใส่มะม่วงน้ำดอกไม้ที่ปั่นแล้วลงไปคนให้เข้ากัน ยกลงจากเตา

5 กรองส่วนผสมด้วยกระชอน จากนั้นเทส่วนผสมใส่ภาชนะ นำไปแช่เย็นให้พุดดิ้งแข็งตัว

6 ตกแต่งด้วยมะม่วงสุกและใบสะระแหน่ พร้อมรับประทาน

ง่ายๆ เพียงเท่านี้ ก็ได้พุดดิ้งนมถั่วเหลืองมะม่วง ที่อร่อยและมีประโยชน์แล้วล่ะค่ะ

 

สรรพคุณสมุนไพรต้นประยงค์

ต้นประยงค์ต้นประยงค์ เป็นชื่อไทยโบราณ จัดเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ดอกเป็นช่อ ลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ เล็กๆ สีเหลือง ดูน่ารัก ตามความเชื่อโบราณเชื่อว่าบ้านไหนปลูกต้นประยงค์ไว้ในบริเวณบ้านจะทำให้บ้านมีความมั่นคง ยั่งยืนอยู่ยงคงกระพันไม่พ่ายแพ้ต่อสิ่งใดๆ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ใบคล้ายใบแก้ว ถ้าตัดบ่อยๆ ก็จะเป็นพุ่มแล้วออกดอกบ่อย ดอกให้กลิ่นหอมแรงตอนกลางาคืน ดอกนั้นออกเป็นระยะๆ ตลอดปี แต่ละครั้งที่ให้ดอก ประยงค์จะให้ดอกสะพรั่ง พร้อมกันเกือบตลอดทั้งต้น ทำนองเดียวกับดอกประดู่ ประยงค์มี 6 กลีบ แต่ไม่บาน เป็นเพียงตุ่มขนาดเล็กกลมๆ เท่านั้น เมื่อดอกอ่อนมีสีเขียวแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

ต้นประยงค์ มีประโยชน์มากมาย

ก้านและใบ ช่วยแก้แผลบวมฟกช้ำ จากการหกล้ม หรือถูกกระทบกระแทก ฝีมีหนองทั้งหลาย ได้

รากและใบ ใช้แก้โรคเกี่ยวกับทรวงอก แก้ไข้ และอาการชัก ในประเทศฟิลิปปินส์ ใช้ต้มเป็นยาบำรุงร่างกายอีกด้วย

ดอก แก้เมาค้าง ดับร้อน แก้กระหายน้ำ แก้ไอ วิงเวียนศีรษะ ทำให้หูตาสว่าง ลดการอึดอัดแน่นหน้าอก รสชาติออกขมเฝื่อนเล็กน้อย

วิธีต้มน้ำประยงค์ เด็ดดอกจากต้นทั้งก้าน ล้างน้ำให้สะอาดโดยใส่ในตระแกรงถี่ๆ ใส่กาชงชาหรือใส่ในแก้ว เติมน้ำร้อนแช่ทิ้งไว้สักพักได้น้ำชาสีชมพูอ่อนๆ ถ้าแช่นานสีจะเข้มขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการใส่ดอกประยงค์มากน้อยดอก หากมีอาการเมาค้าง ดื่มในตอนน้ำชาอุ่นๆ จะช่วยแก้อาการได้เป็นอย่างดี ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น หากชอบแบบติดหวาน ใส่น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำผึ้งตอนไม่ร้อนเพียงเล็กน้อย แล้วแช่เย็นจะได้น้ำดอกประยงค์ที่ดื่มได้ชื่นใจ ซึ่งมีสรรพคุณแก้กระหายน้ำอีกด้วย

ทั้งนี้การรับประทานชาดอกประยงค์ ก็มีข้อควรระวัง เนื่องจากในประยงค์มีสารที่ทำให้เกิดการแท้งได้จึงห้ามดื่มในหญิงที่ตั้งครรภ์ หากมีข้อสงสัยในการกินควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์แผนไทย หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อความปลอดภัยและป้องกันผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดจากการใช้สมุนไพรไม่เหมาะกับสุขภาพของแต่ละคน

โรคไข้หวัดเมอร์สเป็นอย่างไร

โรคไข้หวัดเมอร์สโรคไข้หวัดเมอร์ส หรือโรคติดเชื้อไวรัสเมอร์ส มีชื่อเต็มๆ ว่า Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV) เป็นโรคร้ายที่มีอันตรายถึงชีวิต ซึ่งมีข่าวการแพร่ระบาดเมื่อไม่นานมานี้ อีกทั้งยังไม่มียารักษาทำให้เป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้

ต้นกำเนิดของไวรัสเมอร์ส มีต้นกำเนิดจากประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นเชื้อไวรัสเดียวกับโรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome-SARS) ที่แพร่ระบาดอย่างหนักในเอเชียเมื่อปี พ.ศ. 2546 แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีต้นกำเนิดจากคนหรือสัตว์หรือเชื้อใด แต่มีผลวิจัยระบุว่าอาจมีแพะเป็นพาหะนำเชื้อ

อาการของการติดเชื้อไวรัสเมอร์ส โดยทั่วไปจะมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ค่อนข้างรุนแรงและเฉียบพลัน มีอาการไข้ ไอ หายใจหอบและหายใจลําบาก ซึ่งผู้ป่วยเกือบทุกราย จะมีภาวะปวดบวม นอกจากนี้ ในผู้ป่วยอีกจํานวนมาก จะมีอาการในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ท้องร่วง ร่วมด้วยผู้ป่วยบางรายมีภาวะไตวาย ซึ่งในจํานวนครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั้งหมดจะเสียชีวิต ส่วนในผู้ที่มีโรคประจําตัวซึ่งทําให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือลดน้อยลง การแสดงของโรคอาจมีความแตกต่างออกไป

ระยะฟักตัวของการติดเชื้อไวรัสเมอร์ส มีระยะฟักตัวเฉลี่ย ประมาณ 14 วัน

วิธีการแพร่การติดเชื้อไวรัสเมอร์ส ยังไม่มีข้อมูลที่ระบุได้ว่า คนติดเชื้อไวรัสนี้ได้อย่างไร

การรักษาการติดเชื้อไวรัสเมอร์ส เป็นการรักษาแบบประคับประคอง ยังไม่มีวัคซีนและยารักษาที่จําเพาะ

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสเมอร์ส สามารถป้องกันได้โดยการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดี ได้แก่ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือที่ชุมชนสาธารณะที่มีคนอยู่เป็นจํานวนมาก เพื่อลดความเสี่ยงในการติดโรค

มรดกบรรพชน ตอน พิลังกาสา

พิลังกาสาพิลังกาสา ไม้ป่ายืนต้นขนาดเล็กในป่าโคก ป่าเขาเบญจพรรณ เต็ง รัง ริมทางรกร้างมีหมด ช่วงเดือนมีนาคมจะสะดุดตากับดอกสวยซื่อ ช่อเล็กๆ 5-7 ดอก เห็นดอก 5 กลีบ ห้อยบานแต่ยังมีกลีบชั้นในพนมอมเกสรไว้ กลีบอวบกรอบกินดี บางต้นกลีบขาวเรื่อชมพูจางๆ บางต้นก็สีเข้มชมพูเรื่อม่วง ความเข้มของสีบอกความฝาดที่เพิ่มขึ้นของดอก ใบ ผล สีของยอดอ่อนก็เช่นกัน มีเขียวมีแดง แต่ใบแก่ก้านแดงใบเขียว ผิวเนียนเรียบ อวบตึง กรอบ ไม่มีเส้นใบชัดเห็นเป็นริ้วบางๆ ถี่ยิบ ใบอวดสวยไม่นานแมลงชอบ ผลทรงลูกจัน จะรอจนแก่จัดผิวสีม่วงดำเหี่ยวลงนิดหนึ่งกินดี แม้ติดฝาดบ้างก็ไม่น่าเกี่ยงงอนอะไร เมื่อเทียบกับค่าสีม่วงที่ดีเต็มๆ กับทุกเพศวัย พิลังกาสาฟอร์มและสีต้น ใบ ดอก ผล แดงม่วงดำ สวยหมด จนบางคนนึกว่าเป็นแค่ไม้ประดับ เพราะแต่งพุ่มก็ได้ จะกินผลก็ได้วิตามินเต็มๆ ใช้ใบเป็นผักจิ้มก็ไม่แปลกแยก อ่อนก็ดีแก่ก็พอได้ ฝาดไม่ฝาดจับคู่กับน้ำพริกก็ลงตัวอย่างอร่อย ให้วิตามิน ไม่ขาดไฟเบอร์ ไม่เจอสารพิษ ดีไปหมดอย่างนี้อย่ารอช้า ฝังเม็ดขึ้นง่าย ปีเดียวได้ดอกได้ผล ได้ประโยชน์ทั้งเราทั้งท่านกับธรรมชาติกับโลก ทำเหตุที่ดี ผลได้ทันทียังมีต่อยอดไปอีกเยอะแยะ

ที่มา : อภัยภูเบศรสาร ปีที่ 12 ฉบับที่ 142 ประจำเดือนเมษายน 2558

สมุนไพรป้องกันต้อกระจก

ต้อกระจกสถิติการเป็นต้อกระจกในคนไทยอายุประมาณ 55 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นต้อกระจกประมาณ 50%

ต้อกระจก คือ โรคของเลนส์แก้วตาที่มีความขุ่นเกิดขึ้น ทำให้การมองเห็นลดลง โดยทั่วไปเกิดจากความเสื่อมตามอายุ ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ สาเหตุอื่นๆ เช่น ต้อหิน การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน การทำงานที่อยู่ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานาน การประกอบอาชีพเกี่ยวกับการเชื่อมโลหะโดยไม่ใส่อุปกรณ์ที่ถูกต้อง คนที่สูบบุหรี่ โดยผู้ป่วยจะมีอาการตามัว มักเริ่มมัวอย่างช้าๆ เหมือนมีหมอกมาบัง เมื่อออกไปกลางแดดจะมัวมากขึ้น แต่จะมองเห็นดีในที่ร่ม บางรายมองเห็นภาพซ้อน มองเห็นแสงไฟเป็นแสงกระจาย ปวดตา หรือมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย

มีข้อมูลงานวิจัยค้นพบว่าสมุนไพรหลายชนิดสามารถป้องกันโรคต้อกระจกได้ จากการที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ ขมิ้นชัน มีสารสำคัญคือ เคอร์คูมิน ฟักข้าว มีสารสำคัญคือ ไลโคปีน ผักและผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่มีไลโคปีนสูง เช่น มะละกอ แตงโม มะเขือเทศ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบว่าไลโคปีนและเคอร์คูมินยังช่วยป้องกันต้อกระจกที่เกิดจากเบาหวานได้อีกด้วย

กระเพรา มะระขี้นก ลูกซัด มะขามป้อม และชาเขียว ก็พบว่าสามารถป้องกันต้อกระจกได้ หากรับประทานเป็นประจำโดยอาจทานในรูปแบบผักในอาหาร หรือต้มเอาน้ำทา เช่น น้ำกระเพรา นำกระเพราที่ล้างน้ำสะอาดมา 1 กำ ต้มกับน้ำ 2 ลิตร ประมาณ 15 นาที ด้วยไฟปานกลาง ดื่มวันละ 1 แก้ว หรือคั้นน้ำมะระขี้นก ดื่มวันละ 2-3 ผลต่อวัน ไม่แนะนำให้ทานเยอะเกิน เนื่องจากมะระขี้นกมีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ค่ะ สำหรับมะขามป้อมก็นำผลต้มเป็นน้ำดื่มวันละ 1 แก้ว โดยใช้ประมาณ 10 ผลแห้ง ต้มกับน้ำใส่พอท่วม ประมาณ 10-15 นาที ด้วยไฟปานกลาง มะขามป้อมจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก มีการศึกษาพบว่า วิตามินซีมีบทบาทในการป้องกันการเกิดต้อกระจก โดยทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และกรองรังสียูวีให้เลนส์ตา วิตามินอีช่วยเพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยป้องกันต้อกระจก พบในธัญพืชต่างๆ เช่น งาดำ ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าว ข้าวโพด

รู้แบบนี้แล้วต้องหมั่นทานพืชผักผลไม้พวกนี้ เป็นประจำกันนะคะ จะได้ไม่เป็นต้อกระจกในอนาคตค่ะ

การปรับปรุงบำรุงดิน

การปรับปรุงบำรุงดินกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีและกายภาพในดินจะได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อม เช่น สภาพภูมิอากาศ พืช สัตว์ และกิจกรรมของมนุษย์ เกษตรกรจึงควรเข้าใจถึงผลของอิทธิพลเหล่านี้ เพื่อให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้อย่างแข็งแรง และมีผลผลิตสูงการปรับปรุงดินที่ดีควรพิจารณาถึงสภาพของดินในด้านต่อไปนี้

– ความเพียงพอของน้ำ อากาศ และธาตุอาหารในดินที่เหมาะสมและสมดุล

– โครงสร้างของดินที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของรากพืช การแลกเปลี่ยนก๊าซ และศักยภาพในการกักเก็บน้ำ และธาตุอาหารของดิน

– อุณหภูมิของดินที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของรากพืชและสิ่งมีชีวิตในดิน

– การปรับปรุงดินโดยปราศจากสารที่เป็นพิษตกค้าง

องค์ประกอบของดิน

โดยทั่วไป นักปฐพีวิทยาจะอธิบายดินว่า ประกอบด้วยส่วนที่เป็น ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ รวมทั้งอินทรียวัตถุ และฮิวมัส แต่ส่วนใหญ่จะละเลยที่จะพูดถึงสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ในดินซึ่งมีอยู่มากมาย สิ่งมีชีวิตอาจแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ พืช และสัตว์

สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีบทบาท เช่น การก่อตัวพัฒนาดิน การปรับเปลี่ยนโครงสร้างดิน การย่อยหินเพื่อปล่อยธาตุอาหารให้กับพืช การเพิ่มฮิวมัส การตรึงไนโตรเจนจากอากาศ จากบทบาทของสิ่งมีชีวิตและพืชที่อยู่ในดิน จะช่วยทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น แต่ว่าการที่สิ่งมีชีวิตในดินจะทำงานได้มีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีสภาพที่เหมาะสม และมีการใส่อินทรียวัตถุที่มีสัดส่วนคาร์บอนและไนโตรเจนที่เหมาะสมให้กับดินในช่วงเวลาที่ถูกต้อง

การจัดการอินทรียวัตถุ

อินทรียวัตถุทำหน้าที่เสมือนเป็นที่เก็บธาตุอาหารให้กับดินและจะคายปลดปล่อยธาตุอาหารออกอย่างช้าๆ ในรูปแบบของสารละลาย อินทรียวัตถุอาจจะแตกต่างไปแต่ละพื้นที่ เช่น การให้ปุ๋ย การไถพรวน การจัดการน้ำ การทำคันร่องดิน แต่ต้องระวังการจัดการอินทรียวัตถุที่ไม่ถูกอาจเกิดปัญหา เช่น ดินขาดธาตุอาหาร ธาตุอาหารถูกชะล้าง หรืออยู่ในรูปที่ไม่เหมาะกับพืช