เทคนิคผอมทันใจ

หัวใจสำคัญของความผอมอยู่ที่ระบบเผาผลาญอาหาร หรือที่เรียกว่า ระบบ “เมตาบอลิซึ่ม” ถ้าระบบเผาผลาญทำงานดี เผาผลาญพลังงานได้มาก ไขมันก็จะสลายตัวได้เร็ว แต่ถ้าระบบเผาผลาญทำงานได้ไม่ดี ต่อให้คุณอดอาหารขนาดไหนความผอมก็ยังเป็นได้แค่ความหวัง การกระตุ้นการทำงานของระบบ เมตาบอลิซึ่ม สามารถทำได้ ดังนี้ 1. ยกดัมเบลล์ การยกดัมเบลล์เป็นการออกกำลังกายเฉพาะจุดซึ่งจะช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาได้ตรงประเด็น เช่น ต้องการลดช่วงแขน หรือลดไขมันแผ่นหลัง เป็นต้น และการยกดัมเบลล์เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยกระตุ้นระบบเมตาบอลิซึ่มได้ดีที่สุด 2. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ การออกกำลังกาย เล็กๆ น้อยๆ แต่บ่อยครั้ง ก็เป็นการกระตุ้นระบบเผาผลาญได้เหมือนกัน โดยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อนี้สามารถทำได้ โดย เริ่มจากนั่งหลังตรงแล้วก้มตัวลงให้มือแตะเท้า เกร็งกล้ามเนื้อท้องให้แน่นค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นยืดตัวขึ้นมา ใช้มือทั้ง 2 ข้างจับบริเวณเอวออกแรงกด พร้อมกับแอ่นตัวและแหงนหน้าขึ้นมองเพดาน ทำซ้ำแบบนี้เรื่อยๆจนครบ 10 นาที อยากทำวันละกี่ครั้งก็แล้วแต่ ยิ่งทำบ่อยยิ่งผอมเร็ว 3. เพิ่มความแข็งแรงให้ต่อมไทรอยด์ ด้วยการทานอาหารที่มีไอโอดีนสูง เช่น ปลา ธัญพืช นม และหลีกเลี่ยงกะหล่ำปลี หัวผักกาด ที่จะทำร้ายต่อมไธรอยด์ เนื่องจากต่อมไทรอยด์เป็นตัวควบคุมระบบเผาผลาญ…

องค์ประกอบในระบบนิเวศ

องค์ประกอบในระบบนิเวศแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1. องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต (Abiotic component) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ (1) อนินทรียสาร (Inorganic) ได้แก่ แร่ธาตุ หิน ดิน เป็นต้น (2) อินทรีย์สาร (Organic) ได้แก่ สารอาหาร ซากพืช ซากสัตว์ เป็นต้น (3) สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ แสงสว่าง อุณหภูมิ เ็ป็นต้น 2. องค์ประกอบที่มีชีวิต (Biotic component) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ (1) ผู้ผลิต (Producer) คือ พวกที่สามารถสังเคราะห์พลังงานจากแสงอาทิตย์หรือแสงสว่างมาเป็นอาหารและให้พลังงานอื่นๆ ได้แก่ พวกพืชขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ที่มีสีเขียว ผู้ผลิตนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นและเชื่อมต่อระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตในระบบนิเวศอื่นๆ (2) ผู้บริโภค (Consumer)…

9 ลางบอกเหตุ เมื่อรักเริ่มจืดชืด

เมื่อเวลาผ่านไป ความรักก็มักจะไม่ซู่ซ่าเหมือนเดิม สัญญาณบอกเหตุรักร้ายต่อไปนี้จะบอกว่าความรักเริ่มไม่โสภาแล้ว 1. ทานอาหารด้วยกันไม่อร่อยเหมือนเดิม หากวันใดรู้สึกว่าการไปทานข้าวด้วยกันเกิดขึ้นจากความรู้สึกที่ว่าทำไปตามหน้าที่ หรือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือจุดกำเนิดของการปฏิบัติแบบขอไปที เพราะแต่ก่อนคุณจะเลือกออเดอร์เมนูที่เขาชอบ แต่ปัจจุบันคุณจะเลือกสั่งอาหารที่คุณชอบ โดยไม่รู้สึกที่จะอยากเอาอกเอาใจเขาอีกต่อไป 2. โฟกัสในตัวเขาหายไป แรกเริ่มคุณและเขาต่างให้ความสำคัญแก่กันและกัน จนไม่มองถึงความสัมพันธ์อื่น แบบว่าเอารักไว้ก่อน เพื่อนฝูงไว้ทีหลัง แต่สัญญาณรักเริ่มจางจะดังขึ้น เมื่อ คุณเริ่มสนใจคนอื่นแบบจริงจังและโหยหา ไม่สนใจในความรักปัจจุบันของคุณ ปล่อยให้ทุกอย่างทรุดโทรมไปตามสภาพและกาลเวลาโดยไม่มีการแก้ไข 3. ไม่สนใจใคร่รู้เรื่องราวของอีกฝ่าย เมื่อใดที่คุณเริ่มรู้สึกว่าไม่อยากใส่ใจเรื่องราวความเป็นไปที่เป็นส่วนตัวของอีกฝ่ายหนึ่งเลย ไม่ว่าจะเป็น ด้านการทำงาน ครอบครัว ญาติ ไม่มีการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน นั่นคือสัญญาณอันตราย 4. ตั้งเงื่อนไขวางข้อแม้สารพัด พวกที่ชอบตั้งกติกา เวลาจะทำอะไรก็ต้องมีข้อแม้ต่างๆสารพัด เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันไม่ให้เสียผลประโยชน์ หรือเกิดการเสียเปรียบ ชนิดที่ฉันให้เธอเท่านั้นเธอก็ต้องให้ฉันกลับมาเท่าที่ฉันให้ไป 5. ละเลยวันพิเศษ แม้จะไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ก็ต้องมีกันบ้าง ยิ่งวันพิเศษเล็กๆ น้อยๆ หรือช่วงเทศกาลสำคัญทั้งที ก็ควรจะหวานให้กันสักนิด ไม่ใช่บอกว่าลืม หรือจำไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องหาของขวัญล้ำค่า ขอแค่ไม่ลืมวันสำคัญของหวานใจ หรือเอ่ยปากพูดคำหวานให้รู้ว่าไม่ลืมก็พอแล้ว 6. ไม่ค่อยโทรศัพท์ถึงกันเหมือนเก่า เมื่อใดที่อาการโทรศัพท์ลิซึ่มจืดจาง ปริมาณความถี่ที่กริ้งกร๊างหากันลดน้อยลงจนน่าใจหายหรือแค่โทรมาอย่างเสียไม่ได้…

ชนิดของไฟ

การที่ไฟจะลุกไหม้ได้นั้นจะต้องมี องค์ประกอบอยู่ 3 อย่าง คือ ความร้อน (Heat) เชื้อเพลิงหรือสารติดไฟ (Fuel) และอากาศ หรือ ออกซิเจน (Air or Oxygen) การที่ไฟจะลุกลามต่อไปก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทั้งสาม ว่ามีมากเพียงพอหรือไม่ การติดไฟจะแบ่งเป็นชนิดหรือประเภทตามลักษณะของเชื้อเพลิงที่เกิดการลุกไหม้ ตามมาตรฐานของสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (National Fire Protection Association ; NFPA) ได้พิจารณาพื้นฐานของการติดไฟ และได้จำแนกชนิดของไฟที่เกิดขึ้น แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ 1. ไฟชนิด เอ (Class A) การติดไฟหรือลุกไหม้ที่เกิดจากเชื้อเพลิงประเภท ของแข็ง เช่น ไม้ ผ้า กระดาษ เศษขยะต่างๆ 2. ไฟชนิด บี (Class B) การติดไฟหรือลุกไหม้ที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่เป็นของเหลว ไอของเหลวที่ติดไฟได้ดี เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันหล่อลื่นต่างๆ เป็นต้น…

ข้อกำหนดทั่วไปเกี่ยวกับการใช้รถยก

1. พนักงานขับรถยกต้องมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสายตา และต้องผ่านการอบรมการขับรถยกตามระเบียบต่างๆ 2. พนักงานขับรถยกต้องแต่งกายเหมาะสมและสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่เหมาะสมกับสภาพงาน เช่น ใส่หมวกและรองเท้านิรภัย เป็นต้น 3. ตรวจสอบและบำรุงรักษารถยกอยู่เสมอ โดยทำตารางเวลาไว้ชัดเจน ถ้าพบจุดชำรุดต้องซ่อมแซมทันที 4. ห้ามบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ขับรถยก นั่งไปกับพนักงานขับรถยก 5. ห้ามผู้ปฏิบัติงานทำงานหรือยืนอยู่ใต้งารถยกขณะทำงาน 6. การใช้แผ่นรองหรือพาเลท ต้องได้มาตรฐาน แข็งแรง เหมาะกับงาของรถยก และอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานไม่ชำรุดเสียหาย 7. เส้นทางการเคลื่อนย้ายวัสดุของรถยกต้องมีขนาดพื้นที่กว้างเพียงพอ และสะดวกในการขับขี่ ควรตีเส้นที่พื้นแบ่งไว้เป็นเส้นทางสำหรับรถยกโดยเฉพาะและควรติดกระจกนูนบริเวณทางแยกหรือมุมของอาคารที่มองไม่เห็น 8. พื้นบริเวณที่รถยกปฏิบัติงานควรมีความราบเรียบไม่ขรุขระ และแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักได้ไม่น้อยกว่า 5 เท่าของน้ำหนักรถยกรวมกับวัสดุที่ยก 9. บริเวณที่รถยกปฏิบัติงานต้องมีแสงสว่างเพียงพอ 10. กรณีที่เป็นรถยกไฟฟ้าบริเวณที่ทำการชาร์ทแบตเตอรี่ควรแยกเป็นสัดส่วนชัดเจน และมีการระบายอากาศที่ดี

สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ

1. การดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด – อาบน้ำทุกวันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ใช้สบู่ฟอกทุกส่วนของร่างกายให้ทั่วและมีการขัดถูขี้ไคลตามบริเวณต่างๆ และเช็ดตัวให้แห้งด้วยผ้าที่สะอาด – สระผมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ใช้สบู่หรือแชมพูสระผมจนสะอาด แล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าที่สะอาด และหมั่นหวีผมให้เรียบร้อย – รักษาอนามัยของดวงตา อ่านหรือเขียนหนังสือระยะห่างประมาณ 1 ฟุต โดยมีแสงเพียงพอ, ดูโทรทัศน์ในระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตรครึ่ง รับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุงสายตา เช่น ฟักทอง ผักบุ้ง, ใส่แว่นกันแดดถ้าจะเป็นต้องมองในที่ที่มีแสงสว่างมากเกินไป และ ตรวจสายตาอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง – รักษาอนามัยของหู เช็ด ใบหูและรูหูเท่าที่นิ้วจะเข้าไปได้ ระวังไม่ให้น้ำเข้าหู ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ หลีเลี่ยงการถูกกระทบกระแทกหูโดยแรง และหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีแสงดังมากๆ – รักษาอนามัยของจมูก ไม่ถอนขนจมูก ไม่นำสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในจมูก การไปหรือจาม หรือการสั่งน้ำมูกจะต้องใช้ผ้าหรือกระดาษเช็ดหน้าที่สะอาด – ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สั้นอยู่เสมอ การปล่อยเล็บยาวจะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคตามซอกเล็บและเมื่อรับประทานอาหารก็จะติดไปกับอาหารทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วง ก่อนและหลังการรับประทานอาหารและหลังการใช้ส้วมจะต้องล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และสวมรองเท้าทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน – ถ่ายอุจจาระเป็นเวลาทุกวัน…

การสร้างภูมิุ้คุ้มกันโรค

โรค เป็นความเจ็บป่วยหรือผิดปกติของร่างกายและจิตใจ ผู้ที่เป็นโรคมักมีความทุกข์ วิธรป้องกันไม่ให้เป็นโรคก็มีอยู่หลายวิธี การสร้างภูมิคุ้มกันก็เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ ภูมิคุ้มกัน หมายถึง สภาพที่ร่างกายมีแรงต่อต้านเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย การสร้างภูมิคุ้มกันทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเ็ป็น ฉีด หรือ รับประทานเข้าไป แต่การจะสร้างภูมิคุ้มกันให้ได้ผลนั้น ควรได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่างๆ ตามอายุ ดังนี้ อายุ การให้วัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค แรกเกิด 1. ฉีดวัคซีน BCG ป้องกันวัณโรค 2. ฉีดวัคซีน HB1 ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ ครั้งที่ 1 2 เดือน 1. หยอดวัคซีน OPV1 ป้องกันโรคโปลิโอ ครั้งที่ 1 2. ฉีดวัคซีน DTP1 ป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 1 3. ฉีดวัคซีน HB2 ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ ครั้งที่ 2 4 เดือน 1….