9 ลางบอกเหตุ เมื่อรักเริ่มจืดชืด

เมื่อเวลาผ่านไป ความรักก็มักจะไม่ซู่ซ่าเหมือนเดิม สัญญาณบอกเหตุรักร้ายต่อไปนี้จะบอกว่าความรักเริ่มไม่โสภาแล้ว 1. ทานอาหารด้วยกันไม่อร่อยเหมือนเดิม หากวันใดรู้สึกว่าการไปทานข้าวด้วยกันเกิดขึ้นจากความรู้สึกที่ว่าทำไปตามหน้าที่ หรือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือจุดกำเนิดของการปฏิบัติแบบขอไปที เพราะแต่ก่อนคุณจะเลือกออเดอร์เมนูที่เขาชอบ แต่ปัจจุบันคุณจะเลือกสั่งอาหารที่คุณชอบ โดยไม่รู้สึกที่จะอยากเอาอกเอาใจเขาอีกต่อไป 2. โฟกัสในตัวเขาหายไป แรกเริ่มคุณและเขาต่างให้ความสำคัญแก่กันและกัน จนไม่มองถึงความสัมพันธ์อื่น แบบว่าเอารักไว้ก่อน เพื่อนฝูงไว้ทีหลัง แต่สัญญาณรักเริ่มจางจะดังขึ้น เมื่อ คุณเริ่มสนใจคนอื่นแบบจริงจังและโหยหา ไม่สนใจในความรักปัจจุบันของคุณ ปล่อยให้ทุกอย่างทรุดโทรมไปตามสภาพและกาลเวลาโดยไม่มีการแก้ไข 3. ไม่สนใจใคร่รู้เรื่องราวของอีกฝ่าย เมื่อใดที่คุณเริ่มรู้สึกว่าไม่อยากใส่ใจเรื่องราวความเป็นไปที่เป็นส่วนตัวของอีกฝ่ายหนึ่งเลย ไม่ว่าจะเป็น ด้านการทำงาน ครอบครัว ญาติ ไม่มีการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน นั่นคือสัญญาณอันตราย 4. ตั้งเงื่อนไขวางข้อแม้สารพัด พวกที่ชอบตั้งกติกา เวลาจะทำอะไรก็ต้องมีข้อแม้ต่างๆสารพัด เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันไม่ให้เสียผลประโยชน์ หรือเกิดการเสียเปรียบ ชนิดที่ฉันให้เธอเท่านั้นเธอก็ต้องให้ฉันกลับมาเท่าที่ฉันให้ไป 5. ละเลยวันพิเศษ แม้จะไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ก็ต้องมีกันบ้าง ยิ่งวันพิเศษเล็กๆ น้อยๆ หรือช่วงเทศกาลสำคัญทั้งที ก็ควรจะหวานให้กันสักนิด ไม่ใช่บอกว่าลืม หรือจำไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องหาของขวัญล้ำค่า ขอแค่ไม่ลืมวันสำคัญของหวานใจ หรือเอ่ยปากพูดคำหวานให้รู้ว่าไม่ลืมก็พอแล้ว 6. ไม่ค่อยโทรศัพท์ถึงกันเหมือนเก่า เมื่อใดที่อาการโทรศัพท์ลิซึ่มจืดจาง ปริมาณความถี่ที่กริ้งกร๊างหากันลดน้อยลงจนน่าใจหายหรือแค่โทรมาอย่างเสียไม่ได้…

ชนิดของไฟ

การที่ไฟจะลุกไหม้ได้นั้นจะต้องมี องค์ประกอบอยู่ 3 อย่าง คือ ความร้อน (Heat) เชื้อเพลิงหรือสารติดไฟ (Fuel) และอากาศ หรือ ออกซิเจน (Air or Oxygen) การที่ไฟจะลุกลามต่อไปก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทั้งสาม ว่ามีมากเพียงพอหรือไม่ การติดไฟจะแบ่งเป็นชนิดหรือประเภทตามลักษณะของเชื้อเพลิงที่เกิดการลุกไหม้ ตามมาตรฐานของสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (National Fire Protection Association ; NFPA) ได้พิจารณาพื้นฐานของการติดไฟ และได้จำแนกชนิดของไฟที่เกิดขึ้น แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ 1. ไฟชนิด เอ (Class A) การติดไฟหรือลุกไหม้ที่เกิดจากเชื้อเพลิงประเภท ของแข็ง เช่น ไม้ ผ้า กระดาษ เศษขยะต่างๆ 2. ไฟชนิด บี (Class B) การติดไฟหรือลุกไหม้ที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่เป็นของเหลว ไอของเหลวที่ติดไฟได้ดี เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันหล่อลื่นต่างๆ เป็นต้น…

ข้อกำหนดทั่วไปเกี่ยวกับการใช้รถยก

1. พนักงานขับรถยกต้องมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสายตา และต้องผ่านการอบรมการขับรถยกตามระเบียบต่างๆ 2. พนักงานขับรถยกต้องแต่งกายเหมาะสมและสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่เหมาะสมกับสภาพงาน เช่น ใส่หมวกและรองเท้านิรภัย เป็นต้น 3. ตรวจสอบและบำรุงรักษารถยกอยู่เสมอ โดยทำตารางเวลาไว้ชัดเจน ถ้าพบจุดชำรุดต้องซ่อมแซมทันที 4. ห้ามบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ขับรถยก นั่งไปกับพนักงานขับรถยก 5. ห้ามผู้ปฏิบัติงานทำงานหรือยืนอยู่ใต้งารถยกขณะทำงาน 6. การใช้แผ่นรองหรือพาเลท ต้องได้มาตรฐาน แข็งแรง เหมาะกับงาของรถยก และอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานไม่ชำรุดเสียหาย 7. เส้นทางการเคลื่อนย้ายวัสดุของรถยกต้องมีขนาดพื้นที่กว้างเพียงพอ และสะดวกในการขับขี่ ควรตีเส้นที่พื้นแบ่งไว้เป็นเส้นทางสำหรับรถยกโดยเฉพาะและควรติดกระจกนูนบริเวณทางแยกหรือมุมของอาคารที่มองไม่เห็น 8. พื้นบริเวณที่รถยกปฏิบัติงานควรมีความราบเรียบไม่ขรุขระ และแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักได้ไม่น้อยกว่า 5 เท่าของน้ำหนักรถยกรวมกับวัสดุที่ยก 9. บริเวณที่รถยกปฏิบัติงานต้องมีแสงสว่างเพียงพอ 10. กรณีที่เป็นรถยกไฟฟ้าบริเวณที่ทำการชาร์ทแบตเตอรี่ควรแยกเป็นสัดส่วนชัดเจน และมีการระบายอากาศที่ดี

สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ

1. การดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด – อาบน้ำทุกวันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ใช้สบู่ฟอกทุกส่วนของร่างกายให้ทั่วและมีการขัดถูขี้ไคลตามบริเวณต่างๆ และเช็ดตัวให้แห้งด้วยผ้าที่สะอาด – สระผมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ใช้สบู่หรือแชมพูสระผมจนสะอาด แล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าที่สะอาด และหมั่นหวีผมให้เรียบร้อย – รักษาอนามัยของดวงตา อ่านหรือเขียนหนังสือระยะห่างประมาณ 1 ฟุต โดยมีแสงเพียงพอ, ดูโทรทัศน์ในระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตรครึ่ง รับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุงสายตา เช่น ฟักทอง ผักบุ้ง, ใส่แว่นกันแดดถ้าจะเป็นต้องมองในที่ที่มีแสงสว่างมากเกินไป และ ตรวจสายตาอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง – รักษาอนามัยของหู เช็ด ใบหูและรูหูเท่าที่นิ้วจะเข้าไปได้ ระวังไม่ให้น้ำเข้าหู ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ หลีเลี่ยงการถูกกระทบกระแทกหูโดยแรง และหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีแสงดังมากๆ – รักษาอนามัยของจมูก ไม่ถอนขนจมูก ไม่นำสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในจมูก การไปหรือจาม หรือการสั่งน้ำมูกจะต้องใช้ผ้าหรือกระดาษเช็ดหน้าที่สะอาด – ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สั้นอยู่เสมอ การปล่อยเล็บยาวจะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคตามซอกเล็บและเมื่อรับประทานอาหารก็จะติดไปกับอาหารทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วง ก่อนและหลังการรับประทานอาหารและหลังการใช้ส้วมจะต้องล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และสวมรองเท้าทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน – ถ่ายอุจจาระเป็นเวลาทุกวัน…

การสร้างภูมิุ้คุ้มกันโรค

โรค เป็นความเจ็บป่วยหรือผิดปกติของร่างกายและจิตใจ ผู้ที่เป็นโรคมักมีความทุกข์ วิธรป้องกันไม่ให้เป็นโรคก็มีอยู่หลายวิธี การสร้างภูมิคุ้มกันก็เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ ภูมิคุ้มกัน หมายถึง สภาพที่ร่างกายมีแรงต่อต้านเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย การสร้างภูมิคุ้มกันทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเ็ป็น ฉีด หรือ รับประทานเข้าไป แต่การจะสร้างภูมิคุ้มกันให้ได้ผลนั้น ควรได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่างๆ ตามอายุ ดังนี้ อายุ การให้วัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค แรกเกิด 1. ฉีดวัคซีน BCG ป้องกันวัณโรค 2. ฉีดวัคซีน HB1 ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ ครั้งที่ 1 2 เดือน 1. หยอดวัคซีน OPV1 ป้องกันโรคโปลิโอ ครั้งที่ 1 2. ฉีดวัคซีน DTP1 ป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 1 3. ฉีดวัคซีน HB2 ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ ครั้งที่ 2 4 เดือน 1….

ตัวชี้วัดคุณภาพน้ำ

1. ค่าพีเอช (pH) หรือค่าความเป็นกรด-ด่าง ค่าพีเอชจะมีค่าอยู่ในช่วง 0-14 ค่าพีเอชมากกว่า 7 หมายถึงมีสภาพเป็นด่าง ค่าพีเอชน้อยกว่า 7 หมายถึงมีสภาพเป็นกรด สำหรับค่าพีเอชในน้ำทิ้งที่เหมาะสม ควรอยู่ในช่วง 5-9 จึงจะไม่มีผลกระทบและเป็นอันตรายต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในน้ำและการนำไปใช้ประโยชน์ 2. อุณหภูมิ น้ำเสียที่เป็นน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนถ้าถูกปล่อยออกมาเป็นจำนวนมากจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำได้ เช่น น้ำหล่อเย็นจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือโรงไฟฟ้า 3. สีและความขุ่น จะขัดขวางการสังเคราะห์แสงของพืชน้ำและ แพลงตอนพืชในน้ำได้ 4. ของแข็ง ทั้งของแข็งแขวนลอย ตะกอนจมตัวได้ ของแข็งละลายน้ำ จะทำให้เกิดสภาพไร้ออกซิเจนในท้องน้ำ และแหล่งน้ำตื้นเขินได้ 5. สารแขวนลอย ทั้งอินทรีย์วัตถุและอนินทรีย์วัตถุ จะปิดกั้นแสงอาทิตย์ไม่ให้ส่องถึงสิ่งมีชีวิตในน้ำที่มีสีเขียว ทำให้มีผลกระทบต่อนิเวศวิทยาของสิ่งแวดล้อม 6. สารอินทรีย์ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ซึ่งสามารถย่อยสลายได้โดยจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจน ทำให้ระดับการใช้ออกซิเจนละลาย(DO) ลดลง จนเกิดสภาพเน่าเสีย สามารถวัดได้ในรูป บีโอดี (BOD) 7. สารอนินทรีย์ ได้แก่ กรด ด่าง…

เคล็ดลับการประหยัดน้ำมัน

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทุกวันๆ กลายเป็นปัญหาระดับโลก จนมีหลายๆเสียงบ่นว่า “มีเงินซื้อรถ แต่ไม่มีเงินเติมน้ำมัน” นอกจากเรื่องราคาแล้ว การเผาไหม้น้ำมันยังก่อให้เกิดปัญหา “ภาวะโลกร้อน” อีกด้วย แต่น้ำมันก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ที่สำคัญ น้ำมันเป็นพลังงานที่เชื่อกันว่า ใช้แล้วหมดไป “อีก 50 ปีข้างหน้าโลกนี้ไม่มีน้ำมัน แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร” ทำให้เกือบทุกประเทศในโลก ต่างก็พยายามหาแนวทางและมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ไม่ว่าจะเป็น การรณรงค์การประหยัดน้ำมัน, การสร้างระบบขนส่งมวลชนให้ครอบคลุมและตอบสนองความต้องการ, การหาแหล่งพลังงานทแทน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน เคล็ดลับการประหยัดน้ำมัน 1. หลีกเลี่ยงการใช้รถโดยไม่จำเป็น – ใช้การติดต่อสื่อสารผ่านทางช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์, อีเมลล์, วีดีโอคอนเฟอเรนท์ หรืออื่นๆ แทนการขับรถไปหา – เดินทางในระยะใกล้ก็ใช้จักรยาน นอกจากจะเป็นการช่วยประหยัดน้ำมันแล้วยังได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วย – จอดรถแล้วต่อด้วยรถขนส่งมวลชนหรือรถสาธารณะ 2. เตรียมความพร้อมก่อนขับ – สภาพเครื่องยนต์ควรได้รับการตรวจเช็คอย่างน้อย ปีละ  2 ครั้ง – เมื่อใช้งานรถได้ระยะทาง ทุกๆ 2,500 กม. ควรเป่าใส้กรอง และ เมื่อครบ…