หลักการเลือกประชากรและกลุ่มตัวอย่างเพื่อการวิจัย

ประชากร (Population) ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมดที่จะนำมาเพื่อศึกษาอาจเป็นวัตถุ สิ่งของ หรือบุคคล ประชากรมี 2 ชนิด คือ

1.  ประชากรนับไม่ได้ (Finite Population) เช่น คนในจังหวัดอุดรธานี

2.  ประชากรที่นับไม่ได้ (Infinite Population) เช่น จำนวนเส้นผมบนศีรษะ จำนวนเม็ดน้ำตาลทราย 1 กก.

การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าทุกหน่วยประชากรได้มีโอกาสรับเลือกเป็นตัวแทนของประชากร งานวิจัยนิยมกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามวิธีของ ทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) หรือเฮอร์เบริ์ทและเรย์มอนด์ (Herbert and Raymond R.) หรือของโรสคอร์ (Roscoe)

กลุ่มตัวอย่าง (Sample Groups) หมายถึงบางส่วนของประชากรที่ถูกเลือกมาเป็นตัวแทนของประชากรในการศึกษา

ประโยชน์ของการเลือกศึกษากลุ่มตัวอย่างคือ

1.ประหยัดเวลา

2.มีความสมบูรณ์และถูกต้องมากกว่าเพราะจำนวนน้อย

3.ควบคุมความคลาดเคลื่อนได้ง่าย

ข้อเสียของกลุ่มตัวอย่าง คือ ค่าที่ได้เป็นค่าประมาณการอาจนำมาให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการเลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างได้

ลักษณะของกลุ่มตัวอย่างที่ดี

ลักษณะของกลุ่มตัวอย่างที่ดี ที่เป็นตัวแทนของประชากรได้นั้น ควรมีลักษณะดังนี้

1.  มีขนาดพอเหมาะ คือ มีจำนวนหน่วยตัวอย่างไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป ควรมีจำนวนพอเหมาะกับการทดสอบหาความเชื่อมั่นทางสถิติ หรือเพียงพอที่จะสรุป (Generization) ไปยังกลุ่มประชากรทั้งหมดได้

2.  มีลักษณะตรงกับจุดมุ่งหมายของการวิจัย กล่าวคือ กลุ่มตัวอย่างจะต้องมีลักษะตามข้อตกลง หรือจุดมุ่งหมายของการวิจัยนั้น เช่น ถ้าต้องการศึกษาทัศนคติของนักศึกษาสถาบันราชภัฎ จะต้องเป็นนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ในสถาบันราชภัฎอุดรธานี เป็นต้น

3.  มีลักษณะเป็นตัวแทนที่ดีของประชากร กล่าวคือ ต้องมีลักษณะที่มีความสำคัญของประชากรที่จะศึกษา และต้องเลือกออกมา โดยให้หน่วยงานตัวอย่างมีโอกาสถูกเลือกเท่าๆกัน (Probability) โดยปราศจากความลำเอียง (Bias) ใดๆทั้งสิ้น

4.  ได้จากการสุ่มโดยวิธีการที่เหมาะสม เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างนั้นเป็นตัวแทนของประชากรซึ่งผู้วิจัยสุ่มออกมาจากประชากรเพื่อใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ดังนั้น กลุ่มตัวอย่างที่ดีควรได้จากการสุ่มด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับลักษระของประชากรและเรื่องที่วิจัยด้วย